เวลาขณะนี้ Wed Jul 14, 2010 10:17 am
พบ 360 รายการ
สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
ตอนนี้พันธมิตรที่เข้าร่วมกับสหรัฐฯ คือ ยุโรปเนื่องจากต้องการแหล่งคลังอาหารสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศที่จะเกิดขึ้น
อันเนื่องมากจากการเปลี่ยนแปลงของแกนโลก
ในขณะที่สหรัฐฯกำลังดึงกำลังพลและความสนใจของจีน เพื่อกลับไปที่ประเทศจีน
โดยการเขย่าเกมส์กับเกาหลีเหนือ และการเตรียมซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้
ซึ่งการซ้อมรบร่วมครั้งนี้ เกาหลีใต้ก็ประกาศที่จะขยายอาณาเขตซ้อมรบ และมีการซ้อมรบจริงมากกว่าทุกครั้งที่จัดขึ้น
สำหรับเกมส์ในประเทศไทย ก็มีการเดินเกมส์เพื่อให้เข้าใจว่า ไทยเรากำลังจะรบกับเขมร
แต่เป้าหมายแท้จริงแล้ว นั่นก็คือการนำเอากำลังพลจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย
ประเทศพม่าประกาศเต็มตัวก่อนหน้านี้ ว่าอาวุธนิวเคลียร์ที่กำลังพัฒนาเป้าหมายคือประเทศไทย
เมื่อใดที่กองทัพต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯเข้าไทยเต็มตัวเมื่อใด
นั่นก็คือการประกาศสงครามโลกระหว่างมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่าย
โดยใช้ ประเทศพม่าและประเทศไทย เป็นสนามรบนั่นเอง
ซึ่งในขณะนี้หน่วยงานของสหรัฐฯที่ดูแลระบบฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีได้เข้ามาปฏิบัติการกับระบบฐานข้อมูลในประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านอุตสาหกรรมใหญ่-เล็ก ธนาคาร รวมไปถึงการสื่อสารต่างๆ
สงครามครั้งนี้ นอกจากผลตอบแทนจะเป็นเรื่อง พลังงาน ทรัพยากรทางธรรมชาติ และพื้นที่ทางการเกษตรแล้ว
ยังเป็นการปรับระบบฐานเศรษฐกิจโลกใหม่อีกครั้ง
แน่นอน...เมื่อเกิดสงคราม ธุรกิจที่จะคงเจริญและดำเนินต่อไปได้ดี นั่นคือ ธุรกิจค้าอาวุธ และค้าอวัยวะมนุษย์
หากเราไม่สามารถที่จะป้องกันประเทศของเราให้กลายเป็นเครื่องมือของสหรัฐฯได้
สิ่งที่เราต้องทำคือเตรียมพร้อมที่จะต้องเจอกับภาวะสงคราม เพื่อที่เราจะสามารถอยู่รอดได้ในอนาคต
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุญและวาสนาที่สั่งสมมาของแต่ละบุคคล
ขอให้มีชีวิตรอดทุกคน
- on Yesterday at 8:11 am
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
- ตอบ: 14
- อ่าน: 393
ทหารเรือจีนใช้อาวุธจริงซ้อมรบที่ทะเลตงไห่
คนใจดี พิมพ์ว่า:แล้วทหารไทย ทำอะไรอยู่นี่ ช่วยตอบด้วย ความรู้น้อย
อย่าได้คาดหวังอะไรกับทหารไทยเลยค่ะ เพราะทหารไทยเขายอมรับสภาพที่พร้อมเป็นทาสของอเมริกา
พวกเขายอมรับสภาพว่ากองทัพไร้ประสิทธิภาพต่อประเทศชาติ
พวกเขาไร้วิสัยทัศน์ในการมองการณ์ไกล มองกระบวนการต่างๆที่เกิดขึ้นเพื่อทำลายประเทศชาติ
ทหารไทยไร้สมอง คิดเองไม่เป็น แค่คิดยังคิดไม่ได้ ไม่ต้องมองไปถึงการกระทำอะไรที่เป็นรูปธรรมเลย
ทหารไทยบางคนคิดว่าตนเองฉลาด เก่ง แสนรู้ แต่สุดท้ายก็พูดว่าทำอะไรไม่ได้ และต้องใช้เวลา
อีเดียดค่ะ...ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมประเทศถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ก่อนหน้านี้ยังมีความคาดหวังเล็กๆ ว่าสิ่งที่คนอื่นมองเกี่ยวกับกองทัพไทยนั้น พวกเขาเหล่านั้นมองผิด คิดผิด
แต่ตอนนี้...เสื่อมศรัทธากับทหารไทยยุคปัจจุบันไม่ว่าระดับไหนก็ตาม
เสียใจแทนบรรพบุรุษไทย บรรพชนไทยที่สร้างสมสิ่งต่างๆมาให้ชนรุ่นหลัง
จริงๆแล้ว ประชาชนไทยทุกคนคือทหารค่ะ ทุกคนเกิดมามีหน้าที่ในการปกป้องรักษาผืนแผ่นดิน ประเทศชาติ และชนชาติ
เพียงแต่พวกเราไม่มีเครื่องแบบ และยศฐาบรรดาศักดิ์
แต่สิ่งที่พวกเรามี ในสิ่งที่ทหารในเครื่องแบบไม่มี นั่นคือ จิตสำนึกต่อความรักชาติ
พวกเรามีสมองและไหวพริบในการเดินหน้าเพื่อต่อสู้และป้องกันประเทศชาติ
พวกเรามีวิสัยทัศน์ และรู้การเคลื่อนไหวของกระบวนการต่างๆ(ซึ่งทหารเองยังต้องมาขอความรู้ แต่กลับไม่เห็นคุณค่าของข้อมูล)
ฉะนั้น การที่เราจะปกป้องและรักษาประเทศชาติ เราต้องร่วมมือร่วมใจกันเองค่ะ
แม้กำลังเราจะน้อย และไม่อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก
แต่ก็ยังดีกว่าที่เราจะนิ่งเฉยและยอมรับสภาพ โดยที่เราไม่ทำอะไรเลย
- on Yesterday at 7:47 am
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: ทหารเรือจีนใช้อาวุธจริงซ้อมรบที่ทะเลตงไห่
- ตอบ: 6
- อ่าน: 67
สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
ในช่วงสงครามเริ่มก่อตัว ประชาชนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึกสักเท่าไหร่ เพราะจะเป็นเหมือนชีวิตปกติที่เกิดขึ้นทั่วๆไป แต่อาหารอุปโภคจะมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะทองคำ...!!!สถานการณ์วิกฤติในปัจจุบันกำลังขยายวงนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จะขนอาวุธร้ายแรงออกมาประหัตประหาร หั้ำหั่นกันและกัน
กรณีของสหรัฐฯในการทำสงครามครั้งนี้ สิ่งที่สหรัฐฯหวังและต้องการได้รับเป็นรางวัลคือ แหล่งพลังงาน ทรัพยากรแร่ธาตุที่มีค่า พื้นที่แหล่งเพาะปลูกสำหรับใช้เป็นคลังอาหาร รวมถึงการได้คุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกนั่นคือการคุม 2 คาบมหาสมุทร
ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีพันธมิตรที่ใกล้ชิด คือ อังกฤษ ออสเตรเลียและญี่ปุ่น
สาเหตุที่ราคาน้ำมันโลกขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะอเมริกาต้องการให้ราคาน้ำมันมีราคาที่สูงกว่า "100เหรียญต่อบาร์เรล" เพื่อนำเงินที่ได้ไปพยุงสภาพเศรษฐกิจ และความน่าเชื่อถือในสกุลดอลล่าร์ของตนที่นับวันจะทรุดตัวลงไปเรื่อยๆ
จึงไม่เป็นสิ่งที่ไกลเกินความคาดหมายนัก ที่จะเกิดสงครามใหญ่อีกสักครั้ง ซึ่งผลพลอยได้ในการล้มกระดานแล้วตั้งใหม่ในครั้งนี้ก็เพื่อการ "จัดตั้งรัฐบาลโลกให้เป็นรูปธรรมเร็วยิ่งขึ้น"
- on Sun Jul 11, 2010 11:27 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
- ตอบ: 14
- อ่าน: 393
สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
บัญญัติ 5 ประการแห่งระเบียบโลกใหม่ คือ1. ความเป็นประชาธิปไตย
2. สิทธิมนุษยชน
3. สภาพแวดล้อม
4. การค้าเสรี
5. ลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร
ในสาระสำคัญนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของสหรัฐฯและประเทศพันธมิตรในการแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศอื่นๆในประชาคมโลก เช่น การบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ อยู่ภายใต้อิทธิพลของตนในทุกๆด้าน เช่น การกีดกันทางการค้ากับประเทศที่ไม่ทำตามสาระสำคัญ ทั้ง 4 ประการคือ ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่รักษาสิทธิมนุษยชน ไม่ดูแลสภาพแวดล้อม และไม่เปิดการค้าเสรี
ในเวลาไม่นาน นโยบายดังกล่าวก็ได้กระจายอย่างรวดเร็วเพื่อให้คนทั้งโลกเข้าใจปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้คนส่วนใหญ่ตื่นตัว สหรัฐฯจึงได้จัดตั้งหน่วยซีไอเอ ซึ่งเป็นหน่วยลับพิเศษของตนเองขึ้นมา เพื่อป้องกันการรุกรานจากประเทศที่คิดเป็นศัตรู
- on Sun Jul 11, 2010 10:55 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
- ตอบ: 14
- อ่าน: 393
สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
คุณสมบัติของของกลุ่มผู้นำในองค์กรองค์กรประกอบด้วยบุคลากร ดังนั้นบุคลากรในองค์กรโดยเฉพาะกลุ่มผู้นำขององค์กร จะต้องมีลักษณะสำคัญคือ เป็นผู้มีความรู้ในบทบาทและหน้าที่ของตนเองอย่างดียิ่ง ต้องมีทักษะ หรือความชำนาญ ความเป็นมืออาชีพในการดำเนินงานตามภาระรับผิดชอบขององค์กร และประการสุดท้ายที่สำคัญยิ่งคือต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมต่อผู้ร่วมงานและองค์กร
คำว่า ผู้นำ หรือ ผู้บริหาร ไม่ได้หมายถึงผู้ที่มียศสูงเท่านั้น
"ผู้นำ" หมายถึง ผู้ที่สามารถนำพาองค์กรไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้
ผู้นำต้องมีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ เข้าใจนโยบาย และเป้าหมายของหน่วยงาน รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีความรับผิดชอบ ทันโลกทันเหตุการณ์ ทั้งนี้ผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้กว้างขวางเท่าเทียมกันกับผู้นำ
ผู้นำต้องเป็นผู้บริหารที่ดี สร้างงาน สร้างคน และสร้างระบบการงานที่ดี ต้องบริหารงานเป็นเพื่อให้งานสามารถผลิตงานออกสู่สาธารณะ การที่จะให้ผู้ตามทั้งหลายเชื่อและศรัทธา เราต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ทำได้ในสิ่งที่พูด พูดจริงทำจริง มีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางไปสู่เป้าหมาย มีคุณธรรมในการบริหารคน และเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีสิทธิเท่าเทียมกันในการปฏิบัติงาน
ผู้นำต้องทราบว่าจะทำอย่างไร... จึงจะพัฒนางานได้ รู้จักมอบหมายงานให้เหมาะสมกับคน ดูคนเป็น อ่านคนออก รับรู้ เรียนรู้ได้ไว มีมนุษยสัมพันธ์ รู้จักติดต่อสื่อสาร กล้าคิดกล้าทำ มีจิตวิทยา เป็นนักวางแผนเท่ากับนักแก้ปัญหา ที่ท้าทายมากคือต้องเป็นผู้นำที่ยืดหยุ่น สร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างศรัทธา
ผู้นำต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับสมาชิกขององค์กร ให้ทุกคนตระหนักถึงเป้าหมายหลักขององค์กร และร่วมมือร่วมใจเพื่อให้เป้าหมายขององค์กรดำเนินไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจากผลกระทบอันเกิดจากนโยบายการจัดระเบียบโลกใหม่...เท่านั้น!!!
- on Sun Jul 11, 2010 10:39 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
- ตอบ: 14
- อ่าน: 393
สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
นโยบายจัดระเบียบโลกใหม่ความมั่นคง เป็นคำที่สื่อถึง ความอบอุ่น ปลอดภัย และสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข
สหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินนโยบายการจัดระเบียบโลกใหม่โดยการประกาศให้สังคมโลก หรือประเทศต่างๆต้องดำเนินการตามนโยบายที่สหรัฐฯเป็นผู้กำหนด ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองป็นที่ตั้ง
กระแสโลกาภิวัตน์ หรือกระแสของความเจริญก้าวหน้า ถูกผลักดันผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศแบบก้าวกระโดด และขยายตัวทางด้านคมนาคมอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้โลกมีสภาพไร้พรมแดน เกิดสภาพสังคมโลกใหม่ที่กำลังเติมโตตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
กระแสโลกาภิวัตน์ เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ ทัศนคติ วิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของพลเมืองประเทศต่างๆเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน แต่ผลกระทบที่เกิดจากการมีสภาพไร้พรมแดนเช่นนี้ ทำให้อำนาจรัฐของแต่ละประเทศถูกริดรอนอย่างหนัก เปิดโอกาสให้ความทันสมัยและค่านิยมที่ถูกปรุงแต่ง ซึ่งเคลือบแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพลเมืองในพื้นที่ต่างๆ จนก่อให้เกิดการต่อต้าน และรวมตัวกันเพื่อต้องการลดบทบาทการเข้าครอบงำโลกของสหรัฐฯภายใต้นโยบายการจัดระเบียบโลกใหม่ด้วยในขณะเดียวกัน
จากสภาวะแวดล้อมและสถานการณ์สังคมโลกต่างๆเหล่านี้เป็นแรงบีบบังคับให้เกิดปัญหาต่อความมั่นคงรูปแบบใหม่
การดำเนินการให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางกระแสเปลี่ยนแปลงตามสภาวะแวดล้อม สถานการณ์โลกในปัจจุบัน และภัยคุกคามต่อความมั่นคงในมิติใหม่ จึงจำเป็นต้องมีกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง ผสมผสานกับกรอบหรือความคิดแบบใหม่ ที่จะทำให้สังคมมีความสามัคคี กลมเกลียวในทุกภาคส่วนของรัฐ และปราศจากความขัดแย้งที่รุนแรง
รวมถึงต้องกระตุ้น จิตสำนึกให้ทุกคนในชาติตระหนักและเห็นคุณค่าในการมีส่วนร่วม พร้อมทั้งมีสภาวะแวดล้อมที่สงบด้วยการมีประเทศเพื่อนบ้าน เป็นประเทศที่สามารถดำรงสถานภาพที่มั่นคง ทั้งในระบบการเมืองและเศรษฐกิจ
การดำเนินงานด้านความมั่นคง ตัวจักรสำคัญนั่นคือสถาบันทหาร ซึ่งจะต้องมีองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และมุมมอง ที่คมพอจะพัฒนาให้ก้าวหน้าเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการติดตามสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- on Sun Jul 11, 2010 10:09 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
- ตอบ: 14
- อ่าน: 393
สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
การก่อสงครามมีได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการแสดงพลังที่ตนมี ความต้องการเพิ่มอาณาเขตการปกครอง หรือความต้องการแย่งชิงพื้นที่ทรัพยากรทางธรรมชาติมาให้ได้มากที่สุด ....การก่อสงครามที่มักเกิดขึ้น เป็นการก่อสงครามที่ผู้รับไม่ทันได้ตั้งตัว ของผู้วางแผนมาเป็นอย่างดี ฉะนั้น ผลของสงครามย่อมรุนแรงและสร้างความวิบัติร้ายแรงยิ่งนัก
แฟรงค์คลิน ดี รูสเวท ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาเรื่องสงครามมานาน กล่าวว่า "ในทางการเมืองไม่มีคำว่าบังเอิญเด็ดขาด แต่ถ้ามี..!! ก็ต้องมาจากการวางแผนเท่านั้น"
เหตุร้ายๆต่างๆที่เกิดขึ้น มาจากการวางแผนล่วงหน้า และเดิมเกมไปตามแผนการ โดยผู้คนส่วนใหญ่คิดว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ปกป้องและให้ความปลอดภัยกับพวกเขาจากเหตุร้ายได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์!! เพราะรัฐบาลจะทำเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าผลกระทบรอบข้างที่จะตามมา
ประเทศคงอยู่ได้ด้วยประชาชน ซึ่ง 2 เหตุผลใหญ่ที่ทำให้การศึกล้มเหลวคือ
1. ชัยชนะที่ปราศจากสำนึกในการปกป้องประชาชน
2. การบังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่งที่เกินขอบเขตเพราะทางการย่อมต้องการให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดจะได้ควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น แต่หากขาดจิตสำนึก ประชาชนย่อมไม่ปฏิบัติตาม
- on Sun Jul 11, 2010 9:41 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: สงคราม...แผน...มหาอำนาจ
- ตอบ: 14
- อ่าน: 393
อ่านแล้ว...อยากอ้วก
อ้วกซ้ำซาก กับความคิดของนายทหารระดับสูงในประเทศไทยบางคนที่กล่าวว่า นายทหารทุกคนรู้หน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี เพราะได้มีการระบุไว้ว่า ทหารมีหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของรัฐ อีกทั้งยังกล่าวต่ออีกว่า นายทหารต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเสมอ
นายทหารเหล่านี้คงแยกคำว่า "รัฐ" กับ "รัฐบาล" ไม่ออก
อีกทั้งยังไม่มีจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ ไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
และไม่มีสมองที่จะพิจารณาว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
มนุษย์ ต่างกับ สัตว์ ตรงที่ว่า มนุษย์สามารถแยกแยะความรู้สึก ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี ได้
มนุษย์ สามารถเรียนรู้และพัฒนาจิตสำนึกในด้านคุณธรรม ศีลธรรม และมนุษยธรรมได้
แต่หากผู้ใดที่ไม่สามารถแยกแยะความรู้สึก ผิด-ชอบ ชั่ว-ดี
หรือไม่สามารถเรียนรู้และพัฒนาจิตสำนึกในด้านคุณธรรม ศีลธรรม และมนุษยธรรมได้
ผู้นั้นก็จะเป็นได้แค่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ดูคล้ายมนุษย์ ซึ่งก็คงไม่ต่างอะไรกับสัตว์เท่าไหร่นัก
===============
ที่สำคัญ อย่าลืมว่า ทหารก็แค่ประชาชนคนหนึ่ง
เพียงแต่มีเครื่องแบบ และยศฐาบรรดาศักดิ์
ความสำคัญแท้จริงของเครื่องแบบ และยศฐาบรรดาศักดิ์ที่ได้มานั้น
สิ่งที่ต้องควบคู่ไปด้วยนั่นก็คือความสำนึกในหน้าที่ต่อผืนแผ่นดินและประเทศชาติที่มากกว่าประชาชนทั่วๆไป
เพราะฉะนั้นจงกลับตัวกลับใจซะ เลิกหลงลำพองกับสิ่งจอมปลอม และรู้จักสำนึกต่อหน้าที่ที่แท้จริงของตนเอง
เพราะหลังจากนี้ต่อไป พวกท่านคงไม่มีโอกาสแม้แต่เสี้ยววินาที ที่จะร้องขอหรือเอื้อนเอ่ยคำใดๆ
ประเทศไทยคือดินแดนแห่งพุทธะ และทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
- on Sat Jul 10, 2010 2:26 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: อ่านแล้ว...อยากอ้วก
- ตอบ: 9
- อ่าน: 299
กมธ.ทหารถกงบ
sunny พิมพ์ว่า:
“ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในเมืองไทย พวกท่านทุกคนก็คงทราบดีว่าแก่นแท้ของปัญหาคืออะไร การปฏิบัติการที่ผ่านมากองทัพทำไปตามหน้าที่ ยืนยันว่าทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่เคยมีความคิดว่าเมื่อกองทัพสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วจะเป็นผู้ชนะ หรือมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
แต่ที่ได้รับฟังมาไม่ใช่แบบที่ข่าวเอามาลงเลยนี่นา
เพราะนายทหารระดับสูงในกองทัพหลายคน ยืนยันว่า การกระทำที่ผ่านมานั้น เป็นการปกป้องความมั่นคงของประเทศจากผู้ก่อการร้าย และนายทหารเหล่านั้น ก็ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าผู้คนที่เขาเรียกว่าผู้ก่อการร้ายนั้น แท้จริงแล้วก็คือประชาชนคนไทยเช่นเดียวกัน
ที่สำคัญคือ มีนายทหารระดับสูงผู้หนึ่ง กล่าวด้วยความทรนงและเด็ดเดี่ยวว่า "หากผมเป็นผู้บังคับบัญชา จะต้องมีคนตายเยอะกว่านี้แน่นอน"
- on Sat Jul 10, 2010 2:01 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: กมธ.ทหารถกงบ
- ตอบ: 2
- อ่าน: 43
กมธ.ทหารถกงบ
เสธทบ.แจงงบศอฉ.1,899 ล้านบาทJuly 6, 2010
ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2554 ในช่วงค่ำวันที่ 5 กรกฎาคม มีการพิจารณางบประมาณของกองทัพบกจำนวน 8.3 หมื่นล้านบาท โดยกมธ.จากพรรคเพื่อไทยหลายคน อาทิ นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี สอบถามถึงการใช้จ่ายงบประมาณในการควบคุมการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม ตั้งแต่มีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) จนมาถึงศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และกรณีที่ทหารกักขังหน่วงเหนี่ยวคนเสื้อแดงกว่า 100 คน ที่กาญจนบุรี ทราบว่ามีข้าวกินวันละมื้อ มีเสื้อผ้าชุดเดียว แม้ขณะนี้ทยอยปล่อยตัวแล้วแต่ยังเหลือกว่า 50 คน จึงขอให้สงสารคนไทยด้วยกันเพราะไม่มีใครเป็นผู้ก่อการร้าย
เสธ.ทบ. แจงใช้งบคุมม็อบแดง 1,899 ล้านบาท ระบุ กองทัพไม่มองผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย
พล.อ. พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก ชี้แจงว่า การใช้งบของศอ.รส.และศอฉ.จนถึงวันที่ 25 พฤษภาคม เป็นจำนวน 1,899 ล้านบาท เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงและค่าอาหารให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติการนอกสถานที่จำนวน 400 บาทต่อคน ส่วนกำลังพลที่ปฏิบัติงานในที่ตั้ง ได้คนละ 120 บาท นอกจากนี้ ยังมีค่าบริหารจัดการอื่นๆ ส่วนเรื่องการกักขังบุคคลเป็นไปตามการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเมื่อจับกุมได้ก็ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เข้าไปดำเนินการต่อตามกฎหมาย
“ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นในเมืองไทย พวกท่านทุกคนก็คงทราบดีว่าแก่นแท้ของปัญหาคืออะไร การปฏิบัติการที่ผ่านมากองทัพทำไปตามหน้าที่ ยืนยันว่าทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน ไม่เคยมีความคิดว่าเมื่อกองทัพสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วจะเป็นผู้ชนะ หรือมองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทหารทุกคนหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีกเป็นเรื่องที่ทุกคน เศร้าใจ และคิดว่าในอนาคตคงจะไม่ต้องทำอย่างนี้อีกเพราะกองทัพสมควรจะเอาเวลาไปทำงาน ด้านอื่นๆที่เป็นการปกป้องประเทศ” พล.อ.พิรุณ กล่าว
- on Sat Jul 10, 2010 1:55 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: กมธ.ทหารถกงบ
- ตอบ: 2
- อ่าน: 43
หรือประเทศไทย...เป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ
"กรณ์" จ้างต่างชาติพีอาร์ไทยขุนคลังชี้ ได้เริ่มงานกับบริษัทต่างชาติทำประชาสัมพันธ์เศรษฐกิจไทยกับสื่อต่างชาติ แต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญา ยังไม่ใช่ล็อบบี้ยีสต์เพื่อตอบโต้ใคร...
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่กระทรวงการคลังจะว่าจ้างบริษัทประสัมพันธ์จากสหรัฐฯ เพื่อประชาสัมพันธ์เศรษฐกิจประเทศไทยกับสื่อต่างประเทศว่า เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นมีผลต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และส่งผลกระทบแนวโน้มโอกาสของไทยที่จะเสนอตัวเป็นประเทศที่น่าลงทุนในระยะยาว หากไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี และมีการเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้องชัดเจนกับผู้บริโภคข่าวในต่างประเทศ อาจทำให้ไทยเสียเปรียบ ประเทศคู่แข่ง และไทยเสียโอกาสในการที่จะได้รับความสนใจในแง่ของแหล่งประเทศที่น่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศ
"ผมยอมรับว่า ที่ผ่านมาได้มีการติดต่อและประสานงานกันไปบ้างแล้ว โดยทางบริษัทดังกล่าวได้ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บข้อมูล ถือว่าเป็นการเริ่มทำงาน ในบางส่วนแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญาลงนาม อย่างเป็นทางการ ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ใช่ล็อบบี้ยีสต์เพื่อตอบโต้ใครแน่นอน โดยใช้บริษัทจากอเมริกาและเป็นการจ้างในช่วงระยะเวลาสั้นๆ"
ด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่า เป็นการจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ เพื่อมาดูแลเรื่องเศรษฐกิจของไทยเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง โดยหลักการจะใช้วิธีการให้ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการ แก้ไขและพัฒนาเศรษฐกิจ รวมไปถึงใช้ในการวิเคราะห์ แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปที่เกิดขึ้น และการเมืองภายในประเทศไทย ทำ ให้กังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดทุน ดังนั้นการจ้างบริษัทต่างชาติมาดำเนินการในส่วนประชาสัมพันธ์ ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม ซึ่งข้อเท็จจริง ก็ได้มีการทำประชาสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
นายกรณ์ยังได้เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการตลาดทุนว่า ได้หารือถึงการต่ออายุมาตรการทางภาษีแก่บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ตามข้อเสนอของชมรมบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ (เอ็มเอไอ) โดยได้แสดงความเห็นที่หลากหลายทั้งความเหมาะสมและไม่เหมาะสมในการต่ออายุมาตรการดังกล่าว แต่ยังไม่มีข้อสรุป โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการที่พิจารณา ด้านภาษีไปหารือร่วมกับกรมสรรพากรอย่างเร่งด่วน และเสนอให้ตนพิจารณาภายใน 1 เดือน
"มีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย และไม่ใช่ ว่าทุกคนจะเห็นด้วยกับการต่ออายุมาตรการภาษีดังกล่าว โดยมองว่าการส่งเสริมมาตรการภาษีจะต้องไม่ทำ ให้บิดเบือนกลไกทางภาษีหรือเกิดความลักลั่นในตลาด ในระดับที่มากเกินไป จึงต้องพิจารณาให้ละเอียด เพราะข้อเท็จจริงสำหรับผลที่เกิดขึ้นกรณีที่มีการลดภาษีให้ บริษัทจดทะเบียนใหม่คือ ไม่ได้มีบริษัทเข้ามาจดทะเบียน มากนัก หมายความว่า การให้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว เป็นเพียงเหตุจูงใจหนึ่ง ขณะที่เป้าหมายหลักของการเข้าจดทะเบียน คือ ระดมทุนในต้นทุนที่ถูกกว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงิน"
ทั้งนี้ ทางชมรมบริษัทจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ ใหม่ได้มีหนังสือให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาสิทธิ พิเศษทางด้านภาษีแก่บริษัทจดทะเบียนจาก 30% เหลือ 25% และในตลาดเอ็มเอไอจาก 30% เหลือ 20% ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังให้สิทธิพิเศษมาตลอด เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นแรงจูงใจให้กับบริษัทที่มีระบบบัญชีที่ดีและมีการเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
อย่างไรก็ดี ตนเห็นด้วยกับแนวคิดของการพัฒนา ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง และถ้ามีมาตรการใดที่ช่วยให้ การตัดสินใจเข้าจดทะเบียนอย่างเต็มรูปแบบ ก็พร้อมที่จะพิจารณา เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มาจากบริษัทจดทะเบียนเป็นส่วนใหญ่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.) เสียใจที่ไม่เลือกคนใน ธปท.ขึ้นเป็นผู้ว่าการ ธปท.ว่า ที่จริงนายบัณฑิตเป็นคนที่มีความสามารถ คิดว่าสองท่านนี้มีความเหมาะสมด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็มีกระบวนการในการสรรหาขึ้นมา ก็เป็นธรรมดาอาจจะมีความผิดหวังได้ แต่อยากให้กำลังใจ และคิดว่านายบัณฑิตยังเป็นคนที่มีคุณค่าสำหรับระบบการเงินการคลัง แม้กระทั่งการทำงานภาครัฐอยากให้ กำลังใจ ส่วนคนในคนนอกจากประวัติศาสตร์ของ ธปท. มีทั้งคนในคนนอกแต่ทั้ง 4 คนที่สมัครเข้ามาทำงานครั้งนี้เคยมีประสบการณ์ทำงานใน ธปท.ด้วยกันทั้งสิ้น
ส่วนที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ได้รับเลือก ให้เป็นผู้ว่าการ ธปท.เคยเป็นผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยมาก่อนนั้น เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้วต้องเป็นมุมมองของการทำงานในภาครัฐ แต่มุมมองที่เป็นประสบการณ์ ซึ่งได้จากภาคเอกชนก็อาจเป็นประโยชน์ ด้วย แต่ต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน
"ผมได้บอกกับ รมว.คลังไปว่าถ้ามีโอกาสอยาก ให้คุยกับนายบัณฑิตว่าเจ้าตัวเขาคิดอย่างไรและดูว่า เขาจะมีความคิดเกี่ยวกับการทำหน้าที่ตรงไหนอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ เพราะคิดว่าเป็นบุคคลที่ควรได้รับการ สนับสนุน แต่ยังไม่ได้วางตำแหน่งใดไว้ให้ เพราะมีหลายตำแหน่งที่ต้องมีการพิจารณาในช่วงสิ้นปีงบประมาณ".
- on Fri Jul 09, 2010 2:00 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: หรือประเทศไทย...เป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ
- ตอบ: 8
- อ่าน: 383
ภัยคุกคามด้านตะวันตกกรณีพม่าย้ายเมืองหลวงและขุดอุโมงค์ประชิดชายแดนไทย ..
Burma’s Nuclear Ambitions Could Divert International FocusRumors about a secret nuclear program in Burma have been circulating for years. They were so persistent it seemed likely there was something behind them, but there was no evidence to back the claims. Some individuals published exaggerated and unsubstantiated claims, which had the opposite effect they had intended, making observers more sceptical, believing the claims were politically motivated.
However, in recent months there have been a series of reports from defectors claiming Burma does have nuclear ambitions. The latest, in a documentary made by the Democratic Voice of Burma (DVB), and broadcast on Al Jazeera, have gained international attention. The reports even led American Senator Jim Webb to cancel a visit which he had planned to use as a launchpad for persuading the US to adopt a policy of appeasement towards the war criminals ruling Burma.
The documentary has detailed photographic evidence which has been verified by experts. Burma’s generals may still be a long way from developing weapons, but it appears that at the very least, the intention is there.
Burmese exiles and others around the world who support Burma’s democracy movement have jumped on this news, hoping that this is what it will finally take to get the international community to take action. Here is yet more evidence, they say, that the dictatorship is a threat to international peace and security, and of how they misuse the country’s resources while the population slips deeper into poverty. Surely now the international community will finally wake up and pay attention? Can they really allow these people to remain in power?
But rather than persuade the international community to finally take action against Burma’s generals, the opposite could happen. If allegations of Burma’s nuclear program are comprehensively proved, then the focus of the international community is likely to move away from human rights and democratization, and onto an agenda of nuclear disarmament that could include economic and political ‘carrots’ that will entrench the dictatorship.
One example of how international focus can be diverted by a dictator's nuclear ambitions is Iran. Human Rights Watch has described the country as a ‘human rights disaster.’ Many of the human rights abuses committed by the government will be familiar to people from Burma, even if they are not on the same scale: the detention and torture of political activists; the suppression of free speech including jailing of journalists; the use of sexual violence; and the repression of ethnic minorities. But how much attention is paid to these human rights abuses in Iran by the UN Security Council and international community?
There is also evidence that Iran funds and arms groups in neighboring countries, which means the Security Council could intervene. There have been six Security Council resolutions and one Presidential Statement on Iran. None are on human rights.
"While the international community has focused on Iran's nuclear ambitions, Tehran has been methodically crushing all forms of dissent inside the country," said Joe Stork, the deputy Middle East director at Human Rights Watch. "Journalists, lawyers and civil society activists who used to speak to foreign media and human rights groups are increasingly reluctant, fearing phone and internet surveillance."
The international community’s approach to Iran fails to give much hope for those wanting action on Burma. The approach to North Korea leaves even less hope.
North Korea’s record on human rights is even worse than Burma’s. There are more than 200,000 political prisoners, and in the 1990s the dictatorship allowed around 1 million people to die from famine. Like Burma, North Korea qualifies for UN Security Council attention as a non-traditional threat to the peace.
There have been four UN Security Council resolutions on North Korea. None are on its human rights record. The entire focus has been on persuading North Korea to drop its weapons program. The USA and international community were even prepared to fund and build ‘proliferation proof’ nuclear reactors for North Korea, providing the dictatorship with tens of millions of dollars for this purpose.
In 2007, as part of another deal to try to persuade North Korea to abandon its nuclear program, the US released $20 million in frozen banks accounts of North Korea’s corrupt and brutal rulers. Human rights just were not a factor.
The lesson from Iran and North Korea is that human rights takes second place to stopping nuclear proliferation. Another lesson is that even when a nuclear program is involved, China and Russia are still likely to block effective economic sanctions.
Doubtless, Burma’s dictators would be delighted if international attention moved away from their human rights record.
Already some speculate that a factor in US engagement with Burma has been its growing relationship with North Korea, and their trade in arms and other technologies.
If concrete evidence of Burma’s nuclear program was discovered, Burma might, just might, finally face the kind of effective financial sanctions we have asked for on human rights grounds for so long. But based on precedent it is also possible that they could be charmed, wooed and bribed, and significant concessions made to persuade them to abandon the program.
Burma’s generals are brutal, but they are not stupid. A nuclear program could be their ticket to relaxing international pressure for democratic reform and normalising international relations. The exact opposite of what so many have been hoping will come out of recent revelations.
Mark Farmaner is Director of Burma Campaign UK.
- on Fri Jul 09, 2010 1:11 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: ภัยคุกคามด้านตะวันตกกรณีพม่าย้ายเมืองหลวงและขุดอุโมงค์ประชิดชายแดนไทย ..
- ตอบ: 56
- อ่าน: 2811
จับตาดูประเด็น ไทย-พม่า
Burma on New China ‘Watch List’ for Resourceshttp://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=18902
BANGKOK—China has put Burma on a special “watch list” for potential acquisition of urgently needed natural resources, including coal, gold and copper as well as oil and gas.
All China’s land border neighbors are the subject of a resources study with a view to future acquisition, Beijing’s Ministry of Land and Resources has disclosed in the Chinese official media.
The study follows a the rejection of some takeover bids made by Chinese state firms in minerals-rich Australia, where China has already spent billions of dollars acquiring coal and gas assets.
State-owned Chinese companies venturing abroad are backed by huge national reserves of more than US $2 trillion, and the results of the neighbors’ resources study will be assessed by Beijing’s ministry of finance, the China Business Journal reported.
The study includes Burma, Mongolia, Russia’s Siberian Far East, Vietnam, Kazakhstan and Kyrgyzstan, the paper reported.
It comes as China prepares to become Burma’s biggest natural gas buyer, after it acquired all the gas to be produced from two blocks in the Shwe offshore field in the Bay of Bengal.
But despite huge and increasing imports of gas and oil, China’s main fuel remains coal and millions of tons are being bought from Australia, Indonesia and South Africa.
China is also the world's biggest buyer of copper, iron ore and some foodstuffs.
Burma has coal, copper and gold.
The recent discovery of new coal reserves in Burma was highlighted by Chinese state media only this week.
“Newly found coal in the Mongma area holds the highest deposit of quality coal and it is estimated to yield thousands of tons of the mineral annually,” said the People’s Daily, noting that China is among several countries vying to help develop Burma’s coal industry.
Burma and Beijing signed a deal on mining among 15 cooperation agreements during a visit in early June by China’s Premier Wen Jiabao.
“One of China’s big five energy firms, the Guodian Corporation, is supposedly going to build a coal-fueled electricity generating plant in Burma, but there must be doubts about that as much of Burma’s current coal output is exported to China and Thailand,” industry analyst-consultant Collin Reynolds told The Irrawaddy this week.
“Burma is desperately short of electricity but Chinese know-how would be needed to revamp Burma’s power transmission infrastructure for any expansion in power capacity to be any use.
“China’s Yunnan Province adjoining northern Burma is also desperately short of electricity and coal,” Reynolds said.
According to unspecified “statistics” Burma has 82 “coal mining blocks” which “produced 233,983 tons of coal in the fiscal year 2009-10,” the official Chinese news agency Xinhua said this week in a report on Beijing’s new assessment of its neighbors assets.
“Burma's generals have never hesitated from selling out their country's resources for short-term cash or political protection, and so we cannot see this latest announcement from China as anything but confirmation that the scouring of Burma will go on and on,” prominent Burma economy analyst Sean Turnell told The Irrawaddy.
“In a country where nothing else can be relied on, this one is in the back of the net,” he said, referring to China’s assessment of Burma’s natural resources.
Turnell is an economics professor at Macquarie University in Australia and co-editor of the Burma Economic Watch bulletin.
Despite its highly polluting nature—except maybe when burned in costly plants using the latest technology—coal is being increasingly seen in Asia as the best cheapest substitute for oil and gas.
To underline this trend, Thailand’s state oil and gas giant PTT announced just this week that it intends to expand its acquisition of coal resources abroad.
PTT’s offshore gas fields in the Gulf of Thailand, as well as concessions held by its subsidiary PTTEP in Burma, supply about 70 percent of Thailand’s electricity generating fuel.
But the Thai government has ordered diversification of power fuel to reduce dependency on gas
- on Fri Jul 09, 2010 1:04 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: จับตาดูประเด็น ไทย-พม่า
- ตอบ: 13
- อ่าน: 634
US Senate Committee Votes to Renew Burma Sanctions
EU Sanctions on Tay Za's Son Upheldhttp://www.irrawaddy.org/highlight.php?art_id=18909
BANGKOK—In a May 19 court judgment that went almost unnoticed, Pye Phyo Tay Za, the son of junta-linked businessman Tay Za, lost a legal bid to have EU sanctions against him overturned and was ordered to pay the court costs for the Council of the European Union.
Pye Phyo had argued that he is neither a member of Burma's military government nor associated with it, and does not benefit from “the administration of that government.” His lawyers, London-based law firm Carter-Ruck, claimed that “neither the applicant [Pye Phyo] nor his father received any benefits from the regime.”
But Tay Za is widely-regarded as having built a multifaceted, multi-billion dollar business empire based on close connections with Burma's ruling military, including junta-chief Snr-Gen Than Shwe.
And in a statement that may have undermined Pye Phyo's own case, his lawyers also argued that, “the fact that the applicant is the son of a person whom the Council considers to have benefited from the military regime of Myanmar [Burma] does not give him the requisite connection with that regime.”
Similarly, Pye Phyo claimed that his two-year shareholding in two of Tay Za's Singapore-listed companies, “does not show that he benefited from any advantages that his father’s companies may have received from the military regime in Myanmar.”
In rebutting the contention that neither Tay Za nor his son Pye Phyo benefit from the regime, the opposing lawyers said: “As regards family members of such leading business figures, it may be presumed that they benefit from the functions exercised by those businessmen, so that there is nothing to prevent the conclusion that such family members also benefit from the economic policies of the government.”
In light of fears that Pye Phyo's attempt to have EU sanctions against him lifted was a ruse to enable Tay Za to find a way around sanctions, the Council said that, “the applicant was aware of the reasons for which such restrictive measures specifically apply to him, since he states in paragraph 37 of the originating application that there may be a risk of his father circumventing the freeze on his own assets by transferring his funds to other family members."
Pye Phyo contended that he “does not frustrate the process of national reconciliation, respect for human rights or the democratization of Myanmar,” reminding the Council that he has not been involved in politics or government inside Burma.
But his younger brother, Htet Tay Za, reportedly bragged in a notorious 2007 email, sent in response to new US sanctions on the junta, that even though "the US bans us, we're still [expletive deleted] cool in Singapore. We're sitting on the whole Burma GDP. We've got timber, gems and gas to be sold to other countries like Singapore, China, India and Russia."
Tay Za often flies to Singapore on business, where both Pye Pho and Htet were schooled. Two large banks in the city-state—OCBC and DBS—have denied functioning as repositories for billions of dollars of gas revenues derived from the Yadana pipeline project.
According to Mark Farmaner of the Burma Campaign UK, the case and outcome “gives an indication that stronger, carefully targeted sanctions could have an impact,” but adds that carrots should be put on the table as well as an incentive toward reform.
EU sanctions on Burma were renewed under the rubric of the “Common Position” recently. The measures are criticized for being weak and insufficiently-well targeted in some quarters, while elsewhere it is argued that sanctions have not pushed the junta toward reform, and so a new “engagement” approach is needed.
Still others say that it is not sanctions per se that are the problem, but the role of government and business in China, India, Thailand, Singapore and Malaysia, all of which offer political and commercial alternatives to the junta and thereby undermine the sanctions.
- on Fri Jul 09, 2010 1:00 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: US Senate Committee Votes to Renew Burma Sanctions
- ตอบ: 2
- อ่าน: 28
จับตาดูประเด็น ไทย-พม่า
พม่า สั่งปิดชายแดนรถบรรทุกสินค้าตกค้างhttp://www.innnews.co.th/local.php?nid=234190
ที่ชายแดนไทยพม่าด้านอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ประเทศพม่า ได้มีการสั่งปิดชายแดน บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-พม่า ด่านศุลกากรแม่สอด-เมียวดี โดยได้ห้ามทั้งบุคคลและรถบรรทุกสินค้า พร้อมทั้ง รถยนต์อื่น ๆ ที่จะเดินทางข้ามชายแดนไปมาระหว่างประเทศ ส่งผลทำให้มีรถบรรทุกสินค้และรถยนต์ท่องเที่ยว ติดเป็นทางยาวบริเวณเชิงสะพานมิตรภาพ นอกจากนี้ ยังทำให้คนและสินค้าตกค้างอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง ริมแม่น้ำเมย โดยทางการพม่า ไม่ได้มีการแจ้งสาเหตุของการปิดด่านอย่างเป็นทางการกับฝ่ายไทย
พ.ต.อ.มนตรี มั่นจิตต์ ผู้กำกับการด่านตรวจค้นเข้าเมือง จังหวัดตาก กล่าวว่า ตนเองได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการ จากด่านตรวจคนเข้าเมืองเมียวดี ว่า ขอปิดพรหมแดน เพราะมีผู้นำระดับสูง จากส่วนกลางมาตรวจแนวชายแดนเมียวดี ซึ่งไม่มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่ตนเองได้แจ้งให้กับ นายอำเภอแม่สอด และผู้ว่าราชการจังหวัดตาก รับทราบ เพื่อให้คณะกรรมการประสานงานชายแดนไทยพม่าระดับท้องถิ่น หรือ ทีบีซี ได้ประสานงานกับฝ่ายทางพม่า อย่างเป็นทางการต่อไป
ทั้งนี้ การปิดพรหมแดนไทยพม่าได้ทำติดต่อกันมาถึง 2-3 ครั้งแล้ว ในช่วงไม่ถึงเดือนที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 ครั้ง พม่าอ้างถึงการที่ฝ่ายไทย ดำเนินโครงการก่อสร้างผนังคอนกรีต ป้องกันริมตลิ่งแม่น้ำเมย และพม่าระบุ ฝ่ายไทยสร้างตลิ่งรุกล้ำเข้ามาในฝั่งพม่า แต่ได้มีการเจรจาตกลงเบื้องต้นกันได้ ในขณะนี้ พม่า ก็ปิดชายอีกโดยไม่ทราบสาเหตุ
- on Fri Jul 09, 2010 12:54 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: จับตาดูประเด็น ไทย-พม่า
- ตอบ: 13
- อ่าน: 634
BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์
เหนือล่างเนื้อหอมลงทุนพุ่งกระฉูด-ครึ่งปีบีโอไออนุมัติแล้วหมื่นล้าน| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 9 กรกฎาคม 2553 12:28 น. |
พิษณุโลก - ลงทุนเหนือตอนล่างพุ่งกระฉูด บีโอไออนุมัติครึ่งแรกปี 53 มูลค่าหมื่นล้าน หนุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังลม-บ.เขาค้อวินพาวเวอร์ จ.เพชรบูรณ์กว่า 4 พันล้าน และเหมืองทองคำ-อัคราไมนิ่งต่ออีกเฟสมูลค่า 4 พันล้านบาท
นายสมมาตย์ ตั้งสกุล ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 1 พิษณุโลก(บีโอไอ) รายงานภาวะการลงทุนภาคเหนือตอนล่าง ว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2553 มีโครงการที่ขอรับการส่งเสริม จำนวน 11 โครงการ มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 5,564.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีเงินลงทุน 5,887.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.49
แยกเป็นกิจการเกษตรกรรม 4 โครงการมูลค่า 1,821.5 ล้านบาท คือ ฟาร์มเลี้ยงไก่ 2 โครงการ กิจการผลิตผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ 1 โครงการ (บ.ไทยฮั้วยางพารา) และกิจการคัดคุณภาพเมล็ดพันธุ์ 1โครงการ
กิจการสาธารณูปโภค 5 โครงการมูลค่า 3,680 ล้านบาท ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 4 โครงการ คือ ไบโอแก๊ส 3 โครงการในอุทัยธานี-กำแพงเพชร-เพชรบูรณ์ มูลค่า 530 ล้านบาท / 60.1 ล้านบาท / 530 ล้านบาท และพลังงานแสงอาทิตย์ที่จังหวัดเพชรบูรณ์มูลค่า 375 ล้านบาท กิจการโรงแรมขนาด 40 ห้อง มูลค่า 23 ล้านบาท บริเวณแยกอินโดจีน จ.พิษณุโลก ที่เหลือเป็นกิจการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ กระดาษ และพลาสติก
ส่วนโครงการที่บีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วในช่วงครึ่งปีแรก ปี 53 เน้นไปที่กิจการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ รวมมูลค่า 5,885 ล้านบาท คือ กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ของบริษัทเขาค้อวินพาวเวอร์ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ มูลค่า 4,269 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 3 โครงการ กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 1 โครงการ กิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานพาหนะ 3 โครงการ และกิจการโรงแรมขนาด 40 ห้อง 1 โครงการ
นอกจากนี้ บีโอไอ ยังอนุมัติส่งเสริมกิจการเหมืองแร่และผลิตทองคำและเงินบริสุทธิ์ ของบริษัท อัคราไมนิ่ง ต่ออีกเฟส บริเวณรอยต่อเพชรบูรณ์-พิจิตร มูลค่าลงทุน 4,029 ล้านบาท ที่เหลือเป็นกิจการฟาร์มเลี้ยงไก่ และกิจการคัดคุณภาพข้าว รวมมูลค่าลงทุน 484 ล้านบาท กิจการผลิตเครื่องนุ่งห่มลงทุน 16.3 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบในช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 53) บีโอไอ อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 10,414 ล้านบาท เทียบกับปี 52 มีมูลค่าเพียง 2,402 ล้านบาท
- on Fri Jul 09, 2010 12:49 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: BOI-->ผลงานที่น่าภาคภูมิใจในการขายชาติของนายอภิสิทธิ์
- ตอบ: 21
- อ่าน: 1791
"ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
ไม่รู้จะเรียกว่า "ข่าวดี" หรือ "ข่าวร้าย"เนื่องจากแหล่งข่าวแจ้งมาว่า ได้มีการค้นพบเทปบันทึกเสียง
ของ พ.ท.ชัยยันต์ที่ได้ทำการบันทึกไว้ขณะยังมีชีวิต
ประมาณว่า "หากเกิดอะไรขึ้นกับตัวของผม .........."
555 เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆอย่างที่คาดการณ์ไว้ซะแล้ว
- on Tue Jul 06, 2010 2:54 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: "ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
- ตอบ: 8
- อ่าน: 2007
"ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
ขอแสดงความเสียใจ และไว้อาลัย
ไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
- on Tue Jul 06, 2010 1:59 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: "ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
- ตอบ: 8
- อ่าน: 2007
"ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
แหล่งข่าวแจ้งเพิ่มเติมมาว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลและกองทัพได้พยายามปิดข่าวไม่ให้ข่าวนี้กระจายไปให้สังคมรับรู้จึงแจ้งมาเพื่อให้ดำเนินการในการปิดข่าวให้แซด....ต่อไป
- on Mon Jul 05, 2010 4:08 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: "ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
- ตอบ: 8
- อ่าน: 2007
"ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
วันนี้ เมื่อเวลา 05.00 น. พ.ท.ชัยยันต์ ปรีชา (ตท.26) ผบ.ม.พัน.1 รอ. ได้ยิงตัวตาย
เนื่องจากถูกกดดันให้ต้องกลายเป็นผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา
แหล่งข่าวแจ้งว่า นายทหารผู้นี้เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง ยึดมั่นในวินัย และมีความยุติธรรม
เป็นผู้ที่มีการศึกษาดี และเป็นที่รักของผู้บังคับบัญชา
ตอนนี้ในกลุ่มทหารกำลังวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ว่าแท้จริงแล้ว พ.ท.ชัยยันท์ ได้ฆ่าตัวตาย หรือ ถูกฆ่าตัดตอน
เนื่องจากเกิดเหตุเวลาตีห้า ในค่ายทหาร อีกทั้ง พ.ท.ชัยยันต์ มีครอบครัวและบุตรอีก 1 คน
เป็นไปได้ที่ พ.ท.ชัยยันต์ ได้ให้ข้อมูลบางอย่าง ที่กระทบไปถึงนายทหารผู้ใหญ่ และกลุ่มนักการเมืองที่กำลังปัดความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงทำให้ต้องมีการปิดปาก
====================================
จากการโยกย้ายตำแหน่งนายทหารเมื่อสิ้นปี เบื้องต้น พ.ท.พงศ์ณุภาจะไปดำรงตำแหน่ง ผบ.ม.พัน 1 รอ. แต่ พ.ท.พงศ์ณุภาเป็นเตรียมทหารรุ่น 33 ถือว่าอาวุโสน้อยและข้ามหัวรุ่นพี่ เพราะนายทหารที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันส่วนใหญ่ยังเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 จึงได้มีการโยก พ.ท.ชัยยันต์ ปรีชา (ตท.26) มาเป็น ผบ.ม.พัน 1 รอ.แทน เปิดทางให้ พ.ท.พงศ์ณุภาไปเป็นผู้พันทหารม้าที่ จ.สระบุรี
- on Mon Jul 05, 2010 4:06 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: "ฆ่าตัวตาย" หรือ "ฆ่าตัดตอน"
- ตอบ: 8
- อ่าน: 2007
เช็กอาการ"โรคเซ็งเรื้อรัง"รุมเร้า
วันที่ 05 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7158 ข่าวสดรายวันเช็กอาการ"โรคเซ็งเรื้อรัง"รุมเร้า
![]() |
โรคนี้ได้รับการวินิจฉัยเป็นครั้งแรกเมื่อกว่าศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อปี 2403 น.พ.จอร์จ เบียร์ด เรียกชื่อโรคกลุ่มนี้ว่า Neurasthenia ซึ่งเชื่อว่าเป็นโรคประสาทชนิดหนึ่งที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายโดยไม่พบสาเหตุ ต่อมาเมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์ดีขึ้น ในกลางทศวรรษที่ 1980 โรคนี้ได้รับการขนานนามว่า "Chronic EBV" ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากเชื้อไวรัสเอ็บสไตน์ บาร์ (Epstein-Barr) แต่ปัจจุบันนี้ทฤษฎีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก
สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีอาการเริ่มต้นจากอาการปวดศีรษะ เจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียและขาดสมาธิ เป็นอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่แต่มีอาการนานกว่า ส่วนใหญ่มักจะมีอาการหลังการเจ็บป่วยด้วยโรคทางการหายใจ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ตับอักเสบ บางรายอาจเกิดอาการของโมโนนิวคลีโอสิส หรือโรคจูบ ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้กำลังของวัยรุ่นถดถอยลงไปชั่วขณะ
โรคนี้มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า และในปัจจุบันนี้ยังไม่มียารักษาให้หายได้ เพียงแต่ให้ยาต้านไวรัส ยาต้านอารมณ์ซึมเศร้า ยาเพิ่มภูมิคุ้มกัน การให้อิมมูโนโกลบูลินในขนาดสูงๆ บางรายอาจใช้ยาสงบประสาท เช่น Benzodiazepine ร่วมด้วยเพื่อลดอาการวิตกกังวล และช่วยให้หลับ และยังใช้ยาระงับปวดหรือยาแก้โรคภูมิแพ้ ขณะเดียวกันผู้ป่วยควรพยายามรักษาสุขภาพด้วยการกินอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายพอสมควร ดูแลตนเองให้ดีทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อไม่ทำให้เครียดมากขึ้น
หน้า 25
- on Mon Jul 05, 2010 2:39 pm
- Search in: Life Style
- หัวข้อ: เช็กอาการ"โรคเซ็งเรื้อรัง"รุมเร้า
- ตอบ: 0
- อ่าน: 12
นี่หรือคือบรรยากาศที่จะ “ปฏิรูปประเทศไทย”

มาร์คมือเติบ
วันจันทร์ ที่ 05 กรกฎาคม 2553 เวลา 8:53 น
น่าสนใจตัวเลขงบประมาณ 600 ล้านบาทที่รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพิ่งอนุมัติให้ไปใช้สำหรับค้นคิดหาวิธีปรองดองและปฏิรูปประเทศภายในระยะเวลา 3 ปี
เมื่อมาคำนวณเป็นงบประมาณต่อปี จะตกปีละ 200 ล้านบาท
หากเอาจำนวน 365 วันมาลบออกจากวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดตามกฎหมายแรงงานที่มีอยู่ปีละ 14 วัน ก็จะเหลือวันทำงานจริง ๆ 247 วัน
แล้วเอา 247 วันมาหารเงิน 200 ล้านบาท จะพบว่า งานปรองดองและปฏิรูปประเทศจะใช้เงินวันละ 8 แสนบาท
ลองหลับตานึกดู ถ้าคิดจะใช้จ่ายเงินให้หมด 8 แสนบาทในแต่ละวันจะต้องทำอย่างไรบ้าง
พ่อค้านักธุรกิจเห็นตัวเลขเช่นนี้ ได้ตั้งคำถามขึ้นว่า งานอะไรที่ใช้เงินมากถึงวันละ 809,716.60 บาท เพราะการจัดสัมมนาหรือประชุมประชาชนเพื่อสอบถามความคิดเห็นกันทุกวัน ก็ไม่น่าใช้เงินวันละ 8 แสนบาท
พ่อค้านักธุรกิจบอกว่า ถ้าเป็นเงินของเขาเอง จะไม่ใช้จ่ายอย่างนี้
เพราะการใช้เงินงบประมาณ 600 ล้านบาทไม่สามารถตอบโจทย์ หรือมองไม่เห็นผลสำเร็จแม้แต่น้อย เนื่องจากสภาพการเผชิญหน้าระหว่างขั้วอำนาจ ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ
เช่น คุณอภิสิทธิ์ กำลังเดินเกมชิงฐานเสียงของคุณทักษิณ ด้วยการประกาศนโยบายรัฐสวัสดิการ เช่น ขึ้นรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี และค่าไฟฟรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นงานที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ขณะที่คุณทักษิณ ก็ยอมควักกระเป๋าจ้างทนายความฝรั่งและส่งลูกน้องไปเดินสายลอบบี้นักการเมืองในประเทศต่าง ๆ ทางยุโรปและอเมริกาให้ปรับมุมมองประเทศไทย
เป้าหมายของคุณทักษิณก็คือ พยายามอธิบายความบริสุทธิ์ของตัวเอง และโจมตีรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์
นอกจากนี้คุณทักษิณหวาดระแวงว่า คุณอภิสิทธิ์ จะส่งคนไปจับตัวมาเข้าเรือนจำ จึงต้องอยู่แบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ
เหมือน ๆ กับคุณอภิสิทธิ์ กลัวถูกลอบสังหาร จนต้องระดมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาห้อมล้อมจำนวนมาก
ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวงอย่างนี้ จะจับมานั่งคุยกันเพื่อสร้างสันติภาพได้อย่างไร
เท่านั้นไม่พอทางกลุ่มเสื้อแดงและแนวร่วม เรียกร้องให้รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ยุติการใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
แต่คุณอภิสิทธิ์ ก็ยืนยันว่า จำเป็นจะต้องใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปในบางพื้นที่ เนื่องจากยังไม่วางใจว่า กลุ่มเสื้อแดงจะลุกฮือขึ้นป่วนเมืองอีกหรือไม่
ทุกประเด็นที่ยกขึ้นมา ล้วนแต่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้ง ทั้ง 2 ฝ่ายพยายามชิงไหวชิงพริบ เพื่อเอาชนะ ไม่ได้คิดจะ ลด ละ เลิก แล้วหันมาให้อภัยซึ่งกันและกัน ตลอดจนยอมก้มหน้ารับผลกรรมจากการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต
มีแต่จะเอาชนะคะคานกันอย่างเต็มกำลัง
ดังนั้นสถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติก็ต่อเมื่อฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งหรือตามล้างตามเช็ดจนหมดแรงหมดสภาพ ไม่มีปัญญาลุกขึ้นมาต่อสู้อีก
สติปัญญาอย่างคุณอภิสิทธิ์ ย่อมจะประเมินได้ว่า ถึงอย่างไรก็คงปรองดองกันไม่ได้
เมื่อยังปรองดองกันไม่ได้ บ้านเมืองไม่มีความสงบ ก็ย่อมจะปฏิรูปประเทศไม่ได้เช่นกัน
พอคิดมาถึงตรงนี้ยิ่งรู้สึกเสียดายเงิน 600 ล้านบาท เพราะงบประมาณจำนวนนี้สามารถนำไปช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นความทุกข์ยากได้พอสมควร คุณอภิสิทธิ์ ไม่น่ามือเติบใช้จ่ายเช่นนี้
หรือ..?? คุณอภิสิทธิ์ วางแต้มไว้เพื่อต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กับพวกเอ็นจีโอ เพื่อซื้อใจให้มาเล่นบทเป็นมือเป็นเท้าช่วยเหลือในช่วงเลือกตั้งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า
ดินสอโดม

- on Mon Jul 05, 2010 2:08 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: นี่หรือคือบรรยากาศที่จะ “ปฏิรูปประเทศไทย”
- ตอบ: 7
- อ่าน: 242
- on Mon Jul 05, 2010 1:58 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: ภารกิจ..ขอคืนพื้นที่และแบ่งแยกประเทศ
- ตอบ: 4
- อ่าน: 405
ภารกิจ..ขอคืนพื้นที่และแบ่งแยกประเทศ
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้คุยกับเสธ.ทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์สอนนายทหารระดับสูงเขายอมรับเต็มปากเต็มคำว่า...
"ประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นของอเมริกาตั้งนานแล้ว โดยสังเกตได้จากท่าทีของรัฐบาลและกองทัพ"
ฟังแล้วอึ้งกิมกี่ ไม่คิดว่าคนระดับนี้จะเอื้อนเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา โดยไม่คิดที่จะแก้ไขหรือป้องกันเลย
เอ้า...คนไทยทั้งหลาย คิดเห็นว่ายังไงกันบ้าง
หรือจะปล่อยให้เป็นไปเช่นที่เขากล่าวมา
- on Mon Jul 05, 2010 1:37 pm
- Search in: บอร์ดด่าลูกเดียว
- หัวข้อ: ภารกิจ..ขอคืนพื้นที่และแบ่งแยกประเทศ
- ตอบ: 4
- อ่าน: 405
หน้า 1 จาก 15 • 1, 2, 3 ... 8 ... 15 



