Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

สร้างหัวข้อใหม่   ตอบ

หน้า 2 จาก 8 Previous  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8  Next

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Aug 29, 2009 11:04 am

Arrow นี่หรือ...คือการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธของพันธมิตร

Arrow การร่วมมือกันของ ๒ กลุ่มคน ในการล้มล้างสถาบัน

ข่าวสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น เกิดจากการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มคนเพียง ๒ กลุ่ม

โดยการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า กลุ่มคน ๒ กลุ่มนี้ มีความขัดแย้งกัน ต่างฝ่ายต่างทำเพื่อผลประโยชน์และพวกพ้องของตน

ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงที่มากขึ้นทุกขณะ ช่างขัดแย้งกับคำกล่าวของผู้นำแต่ละกลุ่มที่ออกมาประกาศว่า ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

แต่ในทางตรงกันข้าม กลับพูดยุยง ให้ประชาชนรู้สึก เกลียดชัง และต่อต้านกลุ่มตรงข้าม

อันนำมาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้น ก่อขยายวงจนส่งผลกระทบต่อต่างประเทศ

ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างอ้างการกระทำของตน เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

เราจะพบได้ทั่วไปว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้กล่าวอ้างในการทำลายได้เสมอ

โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัดไปทั่วโลกนั่นคือ การที่ราชวงศ์ได้ปรากฎตัวในการไปร่วมงานของหนึ่งใน ๒ กลุ่ม

จากการไปร่วมงานครั้งนี้ ทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ราชวงศ์ได้เป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังกลุ่มคนกลุ่มนี้

ล่าสุดตอกย้ำโดยการที่กลุ่มคนกลุ่มนี้ ได้ออกไปใช้อาวุธปืนไล่ยิงกลุ่มคนอีกกลุ่ม โดยได้ชูภาพพระมหากษัตริย์ไว้ตลอดเวลา

ภาพเหตุการณ์นี้ได้เผยแพร่ไปทั่วโลก "ทำให้ดูเหมือน"
เป็นการตอกย้ำกับสายตาประชาคมโลกอีกครั้งว่า
กลุ่มคนกลุ่มนี้มีผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังเป็นใคร


พันธมิตรยิงปืนใส่Taxiและเผาทำลายรถ

25.11.08 อย่างบ้าคลั่ง ที่ดอนเมือง
Gun shot from PAD




http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=787&forum=4&page=25&PHPSESSID=525431de4a10153b480d5ae9beae1b90


ภาพที่ชูอยู่ข้างหลังมือปืนน่ะ
ภาพใคร?

ชูภาพขึ้นมาเพื่ออะไร?
ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝง
เพื่อดึงลงมา...

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sun Aug 30, 2009 10:51 am

เขมรขวัญผวาหาไทยส่ง “จักรีนฤเบศร” ขย่ม!




USS Essex Arrives for Historic Visit to Cambodia

Sihanoukville
November 26, 2007

http://cambodia.usembassy.gov/uss_essex_ship_visit.html

Medical and Dental Civic Action Program, Preah Vihear, November 27-29

The Royal Cambodian Armed Forces are partnering with the United States Marine Corps,
and United States Navy in an effort to bring medical and dental care to the Cambodian people in the Preah Vihear province.

ปัญหาคือ เราอาจไม่ได้รบกับเขมรนะสิครับ สังเกตุข่าวข้างบน ทำไมอเมริกาถึงส่งทันตแพทย์ไปเขาพระวิหาร
ทั้งที่คนเขมรตรงนั้นมีไม่เท่าไหร่ เทียบกับคนเขมรทั้งประเทศ ถ้ามีสงครามเราจะเสียมากกว่าที่คิด เหมือนกรณี ร.ศ. 112
อย่าคิดว่าอเมริกาเป็นมิตรแท้ มหาอำนาจ คือ มหาอำนาจ ผลประโยชน์ทั้งนั้น แล้วบริษัทน้ำมันก็ของมหาอำนาจทั้งนั้น
ศึกด้านใต้ยังแก้ไม่ได้ เปิดศึกอีกด้านทั้งที่คนในประเทศแตกแยก แล้วจะเหลืออะไร ขออภัยถ้าใครไม่พอใจความเห็นผม







http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253352343&grpid=01&catid=

วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 22:22:40 น.
มติชนออนไลน์

โชว์มวยไทยให้เขมรดู พันธมิตรฯปะทะเดือดชาวภูมิซรอล

ประมวลภาพ ปะทะเดือดระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯบุกทวงพระวิหารกับชาวบ้านภูมิซรอล
ทั้งแม่ไม้มวยไทย ปาสิ่งของ ยิงหนังสติ๊ก รวมถึงใช้ไม้รุมตี

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090919/77870/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html

วันที่ 19 กันยายน 2552 18:52
ไทยตีไทย

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
กลุ่มพันธมิตรที่เดินทางไปชุมนุมขับไล่เขรมให้พ้นพื้นที่ทับซ้อน
บริเวณเขาพระวิหาร ตะลุมบอนกับชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วย
โดยตำรวจต้องเข้าระงับเหตุ


http://hi5.com/friend/244896531--%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%2599%25C3%25A0%25C2%25B9%25C2%2589%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25B3%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25AD%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%259A--Profile-html
ยามใหญ่คะ
แอนน์ ขอคำอธิบายดีๆสักข้อ เพราะแอนน์ประสานขอไปทาง"ยามใหญ่"
ที่ทราบว่าตอนนั้น(วันพุธ) ยังอยู่ต่างประเทศ แต่--ไม่มีคำตอบใดๆกลับมาให้เลย

"หลุมพราง" นี้ ใครดักล่อไว้คะ
ทำไมการดุแลความปลอดภัยของพี่น้องถึงหละหลวมกว่า ครั้งที่พวกเราเดินทางไปอุดรธานี
ต่างกันราวฟ้ากับเหว พวกเราไม่มีอาวุธกันเลย ห้ามนำติดตัวขึ้นไปเด็ดขาด
ยามใหญ่โปรดอย่าปฎิเสธ ว่าไม่รับทราบ หรือไม่ได้ยินเสียงที่แอนน์ถามไป
เพราะคนที่แอนน์ฝากให้ประสานกับท่าน เสียงมีพลังมากท่านต้องได้ยินทุกเสียงที่ คนผู้นี้ ถามไป

จะรอฟังค่ะ อย่าทำให้หัวใจของผู้หญิงโง่ๆคนหนึ่งต้องเหมือนกับ โง่ดักดาน โง่แล้วโง่อีก

https://khunnamob.globat.com/backup/khunnamob/www.khunnamob.info/board/show.php-Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=25&PHPSESSID=5df051bc51e3404a3b6bdcb9f62a03ba.htm

http://www.pattayadailynews.com/forum/thai/show_topic.php?FTopicID=0000001495
สำนักข่าว Ghost Bat รายงานแว่วๆมาว่า


ในการประชุมที่สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย ในขณะนี้ มีนายตำรวจใหญ่จาก FBI ๒ คน

ได้เข้ามาคุมระบบการทำงานของประเทศไทย โดยได้มีการเชิญระดับผู้นำตำรวจของไทย

(เน้นเกี่ยวกับการสืบสวนโดยเฉพาะ) ไปประชุมที่อเมริกา ก่อนหน้าที่ จงรัก จะเข้ามารับตำแหน่ง

และหน่วยงานที่คุม นายตำรวจใหญ่จาก FBI คือ CIA

หลังจากนั้น ก็ปรากฎชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

เอ!! ชักสงสัยว่า นี่มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่านะ!!!???


แปลกที่ ๒--> นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มีตำแหน่งอะไร ถึงได้เข้าไปประชุมที่สถานฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย


ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และ หัวหน้า FBI สหรัฐ

หรือว่า แท้จริงแล้ว การดำเนินการของกลุ่มพันธมิตรฯ (หรือที่ตามสื่อต่างๆ เรียกว่า ผู้ก่อการร้ายสากล)

เป็นแผนการดำเนินงานของ CIA เพื่อแบ่งแยกประเทศไทย และล้มสถาบันพระมหากษัตริย์--->รึเปล่า??

จากที่รู้มา CIA มีการดำเนินงานโดยใช้แผน Divided & Rules

เพื่อให้เข้าสู่แผนแม่บท นั่นคือ New World Order

ถ้างั้น อาจเป็นไปได้หรือไม่?? ที่ว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็น CIA ถ้าหากว่าไม่ใช่ งั้นก็ช่วยตอบหน่อยว่า

การเข้าไปประชุมฯ นั้น เข้าไปในฐานะอะไร

เกือบลืม!!! อยากรู้จริงๆ ว่า นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ยังชีพด้วยอาชีพอะไร ถึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

แถมมีเบนซ์ขับอีกต่างหาก

จากข่าวที่แว่วมานี้ ---> จึงไม่แปลกใจว่า

๑. ทำไม กองทัพไทย จึงไม่สามารถขยับ หรือกระทำการใดๆได้ เพราะถ้าหากว่าขยับเพียงนิดเดียว

อาจส่งผลทำให้เงินช่วยเหลือกองทัพจากสหรัฐฯต้องถูกตัดออกไป
เพราะ CIA คือหน่วยงานของ USA

๒. ทำไม ตำรวจไทย ไม่ถือกระบอง แถมยังมีการปล่อยข่าวว่า เบื้องบนมีคำสั่งไม่ให้ตี

ตอนนี้ เข้าใจแล้วว่า เพราะ CIA ตัวดีนั่นเอง---> หรือว่าเข้าใจผิดไปหรือเปล่า ???

๓. นปก.(นรกป่วนกรุง ได้มีการเลื่อนฐานะภายหลังเป็น นรกป่วนชาติ(นปช.)) และ พธม.(ผู้ก่อการร้ายสากล)

จึงมีการสร้างภาพในทุกวิถีทาง เพื่อให้เห็นว่า เหตุการณ์ทุกอย่างนั้นมาจากเบื้องบน...ใช่ป่ะ???

บทสรุป พันธมิตรปฎิบัติการตามแผน CIA เพราะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ต่อต้านผู้ก่อการร้ายสากล

อย่างแข็งขันมาโดยตลอด กลับไม่มีหน่วยงานใดๆ ของสหรัฐฯ ที่ออกมาต่อต้าน

แม้แต่วิจารณ์พฤติกรรมการยึดสนามบินของพันธมิตรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผิดกฎหมายสากลโลก (International Law)

หมายเหตุ เนื้อหาในกระทู้นี้ เราให้เวลาผู้เกี่ยวข้องตามปรากฎนามข้างต้น ๒๔ ชั่วโมง

ในการออกมาแก้ต่าง หรือตอบข้อสงสัยให้กระจ่างทั้งหมด

หากภายใน ๒๔ ชั่วโมงนี้ไม่มีการแก้ต่างใดๆ ถือว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือความจริง

http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000107522

บุญหนักศักดิ์ใหญ่ลูกชาย "สมเด็จฯ ดร." เรียนเมกาอีกคน
15 กันยายน 2552 15:54 น.

ครอบครัวใหญ่ที่มีความสุข-- ท่านผู้นำกับ "หลานปู่" คนแรก กับหนุ่มหล่อสาวสวยทั้งห้าทั้งหกที่มีเหย้ามีเรือนกันหมดแล้ว บุตร-ธิดาของท่านผู้นำทุกคนล้วนสมรสกับสมาชิกครอบครัวบรรดาผู้นำ ในวงศ์วานว่านเครือทางการเมืองกลุ่มเดียวกันทั้งสิ้น "ฮุน มณี"(วงกลม) เป็นบุตรชายคนที่ 2 ที่ต้องจากครอบครัวไปศึกษาต่อด้วยทุนของรัฐบาลสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เคยต่อต้านรัฐบาลสมเด็จฯ ฮุนเซน อย่างรุนแรงโดยกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ
และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสูง และได้ตัดความช่วยเหลือโดยตรงที่เคยให้แก่รัฐบาลประเทศนี้ จนกระทั่งเมื่อปี
2550 จึงได้เริ่มให้การช่วยเหลือระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเป็นครั้งแรก

ในด้านป้องกันประเทศ สองสามปีมานี้สหรัฐฯได้เพิ่มความร่วมมือช่วยเหลือกองทัพกัมพูชาในหลายด้าน
ทั้งช่วยฝึกอบรมบุคคลกร ช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งในปี 2550
ได้มอบรถบรรทุกทหารที่แล้วจำนวน 64 คัน ให้แก่กองทัพกัมพูชาด้วย
โดยอ้างว่าเพื่อใช้ในกิจการต่อต้านการก่อการร้าย

ในปี 2550 เช่นเดียวกันสำนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนกลางหรือ FBI (Federal Bureau of Investigation)
ได้เปิดสำนักงานประจำกรุงพนมเปญครั้งแรกเพื่อขยายความร่วมมือด้านต่อต้านการก่อการร้าย
และช่วยฝึกอบรมบุคลากรด้านนี้ให้แก่กัมพูชา


ขณะเดียวกันในทะเลอ่าวไทยกลุ่มเชฟรอนคอร์ป (Chevron Corp) กำลังสำรวจขุดเจาหาน้ำมันและก๊าซ

เชฟรอนเป็นบริษัทน้ำมันต่างชาติในกัมพูชาแห่งแรกที่ประกาศการพบ
น้ำมันปริมาณมหาศาลใน แปลงสำรวจเอ (Block A) ที่อยู่ติดกับ Block 3 หรือ
Area 3 ในเขตทับซ้อนทางทะเลติดกับน่านน้ำของไทย


เจ้าหน้าที่กัมพูชากล่าวว่าอาจจะสามารถนำน้ำมันดิบและก๊าซขึ้นมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2556.
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t346-15.htm

http://www.dharmniti.co.th/thaizhong/www/issue.php?act=showcontent&id=96

ที่มา 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความร่วมมือระหว่างกัลยาณมิตร 2518-2548
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ได้กล่าวว่า "สภาความมั่นคงซึ่งมี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา เป็นเลขาธิการในขณะนั้น
มองเห็นความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับจีน เพราะการปราบปรามคอมมิวนิสต์ไทยมีความสูญเสียมากทั้งชีวิต
และงบประมาณคอมมิวนิสต์ไทยได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากจีน และเวียดนาม

It was no mistake that the Gerald Ford administration and Secretary of State Kissinger backed the Khmer Rouge.
http://www.inteldaily.com/?c=169&a=1283


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Sep 20, 2009 6:22 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 16, 2009 10:35 am

http://www.salem-news.com/articles/september032009/israel_cia_wm_9-3-09.php
Sep-03-2009 02:03
CIA, Mossad Take Major Hits in Asian Covert Operations



Wayne Madsen Special to Salem-News.com


(WASHINGTON, D.C.) - WMR has learned from its Asian intelligence sources that
the CIA and Mossad recently suffered major hits in covert operations being conducted in Asia.


Israeli criminal gangs operating methamphetamine labs in northern Burma (Myanmar),
under the protection of a sizeable Israeli security and intelligence presence in the country,
infiltrated the United Nations poppy eradication program.


The program seeks to convince ethnic Wa and Kokang's in the "Golden Triangle" region
famous for opium production to change to other legal crops and turn in their weapons,
mostly Chinese-made AK-47s, for cash.

http://www.thaipost.net/news/160909/10811

ทางเลือกใหม่ของพม่า???

16 กันยายน 2552 - 00:00
ท่านขุนน้อย

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา...มีรายงานข่าวอยู่ชิ้นหนึ่งที่น่าให้ความ
สนใจอยู่ไม่น้อย แม้นว่าจะเป็นข่าวชิ้นเล็กๆ
ที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับสถานการณ์ระดับนานาชาติมากมายนัก
และก็ไม่ได้ถึงกับเกี่ยวพันกับประเทศไทยแบบตรง-ตรงมา
แต่ถ้าหากหยิบมาใคร่ครวญ หวนคิดกันให้ลึกๆ
แล้ว...ถือได้ว่าเป็นข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าต่อประเทศไทย หรือประเทศต่างๆ
ซึ่งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภูมิภาคก็ว่าได้...

---------------------------------------

ข่าวคราวที่ว่า...ก็คือกรณีที่กองทัพรัฐบาลทหารพม่า จำนวนถึง
20 กองพัน
ได้สนธิกำลังบุกเข้ากวาดล้างชนชาติส่วนน้อยเชื้อสายจีนในพม่า
ที่มีชื่อเรียกๆ กันว่า พวก โกกั้ง หรือ โกก้าง (Kokang)
ซึ่งปักหลักอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณพรมแดนจีน-พม่า
จนทำให้กองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยเหล่านี้ (Myanmar National
Democratic Alliance Army-MNDAA) ที่มีอยู่แค่ไม่กี่พันคน
ต้องแตกยับเยินไม่เป็นชิ้นดี ส่งผลให้ชนชาติพม่าเชื้อสายจีน
ซึ่งเคยอยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของพวก โกกั้ง
ต้องอพยพหลบหนีทะลักเข้าไปในเขตชายแดนจีนจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน...

----------------------------------------

ไม่ว่าอะไรคือสาเหตุหรือ ข้ออ้าง ของกองทัพพม่า
ในการบุกเข้าโจมตีชนชาติส่วนน้อย
ผู้ซึ่งเคยได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในพื้นที่ เขตปกครองพิเศษ
แห่งนี้ก็แล้วแต่ แต่ในสายตาของนักสังเกตการณ์ต่างประเทศจำนวนไม่น้อย
ล้วนแล้วแต่มองไปในทิศทางคล้ายๆ กันว่า
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถนำมาใช้สะท้อนให้เห็นถึงร่องรอยความปริร้าว
หรือความไม่ลงตัวในสัมพันธภาพระหว่าง จีน กับ พม่า
ที่ใครต่อใครเคยคิดมาก่อนหน้านั้นว่า
เป็นสัมพันธภาพที่เหนียวแน่นซะเหลือเกิน แต่เอาเข้าจริงๆ
แล้ว...ความพยายามที่จะเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองของรัฐบาลทหารพม่า
กับอิทธิพลของจีนซึ่งนับวันจะแผ่ครอบงำพม่าหนักขึ้นเรื่อยๆ
กำลังกลายเป็นสิ่งที่สวนทางกันและกันหนักขึ้นทุกที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพม่าเริ่มมี ทางเลือก
ในการกำหนดนโยบายของตัวเองเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคอดีตทีผ่านมา...

--------------------------------------------

ก่อนหน้านั้น...ท่ามกลางการโดดเดี่ยวพม่าโดยโลกทั้งโลก
ทางออกหรือทางเลือกของพม่า เหลืออยู่แค่เพียงทางเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือการหันไป ซบจีน
แม้นว่าประเทศทั้งสองจะเคยเป็นคู่รัก-คู่แค้นกันมาโดยตลอด
อาจเรียกได้ว่า นับตั้งแต่ยุค กุบไลข่าน
ไปจนถึงยุคจีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้วก็ว่าได้
จนกระทั่งเมื่ออิทธิพลจีนในพม่าได้เริ่มสร้างความตระหนกตกใจให้กับอินเดีย
การเปลี่ยนนโยบายของอินเดียหันมาคบหากับพม่า แบบเน้นๆ เนื้อๆ
นอกจากจะทำให้พม่าเริ่มกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้นแล้ว
ล่าสุด...การปรับนโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อพม่า ภายใต้แนวคิดการใช้
พลังอำนาจแบบอ่อน ของรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา
ยิ่งน่าจะมีส่วนทำให้พม่าพร้อมที่จะประกาศความเป็นตัวของตัวเองให้ชัดเจน
ยิ่งขึ้นไปอีก...

--------------------------------------------

การบุกโจมตีกองกำลังชนชาติส่วนน้อยเชื้อสายจีน
ที่บางส่วนอาจเรียกได้ว่าเป็น พลเมืองจีนแท้ๆ
แต่มาทำมาหากินอยู่ในพม่าอย่างพวก โกกั้ง นั้น
จึงถูกนำมามองกันในแง่มุมเช่นนี้
และแม้นว่ากองกำลังดังกล่าวจะเป็นเพียงแค่กองกำลังเล็กๆ
มีกำลังทหารอยู่แค่ไม่กี่พันคน
แต่ในแง่สายใยความผูกพันที่เชื่อมโยงไปถึงกองกำลังที่มีขนาดใหญ่โตยิ่งไป
กว่านั้นหลายต่อหลายเท่า คือ กองทัพสหภาพรัฐว้า (United Wa State
Army-UWSA) ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยใกล้ชิดกับจีน
มาตั้งแต่ครั้งที่แต่ละกลุ่มยังดำรงสถานะเป็น พรรคคอมมิวนิสต์พม่า
ก่อนหน้าที่จะถูกจีนเกลี้ยกล่อมให้เลิกล้มการเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลพม่าใน
เวลาต่อมา จึงกลายเป็นตัวสร้าง

แรงกดดัน และก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อจีน
ที่จะต้องเลือกเอาระหว่างการดำรงสัมพันธภาพที่ดีกับรัฐบาลพม่า
หรือจะดำรงรักษาอิทธิพลดั้งเดิม
ซึ่งเคยมีอยู่กับบรรดาชนชาติส่วนน้อยเหล่านี้ต่อไป...

----------------------------------------------


ในช่วงหนึ่งที่จีนและพม่าพยายามลดความระแวงแคลงใจระหว่างกันและกัน
ด้วยวิธีอพยพโยกย้ายชนชาติส่วนน้อยในรัฐว้า ที่เคยตั้งถิ่นฐาน
บ้านเรือน ประชิดติดพันอยู่ในบริเวณชายแดนจีน-พม่า
ให้มาตั้งหลักปักฐานอยู่ในชายแดนไทย-พม่ากันไปแทนที่
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่การหาทางออกที่ยั่งยืน ถาวร
แต่อย่างใด...โดยเฉพาะในช่วงล่าสุด
ที่รัฐบาลพม่าได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่
ด้วยการฉีกข้อตกลงหยุดยิงกับบรรดาชนชาติส่วนน้อยซึ่งเคยมีการใช้มาโดยตลอด
ระยะ 20 ปีที่ผ่านมา
และประกาศให้กองกำลังติดอาวุธของชนชาติส่วนน้อยทั้งหลาย
ยอมส่งมอบอาวุธให้กับรัฐบาลพม่าอย่างเป็นทางการ
ก่อนที่จะสลายตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังรักษาชายแดน
ขึ้นตรงต่อการบัญชาการของกองทัพพม่าโดยตรง...

---------------------------------------------

นโยบายดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดการปฏิเสธ แข็งข้อ
ขึ้นมาในหมู่ชนชาติส่วนน้อยที่เรียกว่าพวก โกกั้ง เท่านั้น
แต่ยังทำให้กองทัพสหภาพรัฐว้า ที่มีสายใยผูกพันอยู่กับพวก โกกั้ง
และได้รับการหนุนช่วยโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาโดยตลอด
ตลอดไปจนถึงชนชาติส่วนน้อยรายอื่นๆ
ต่างประกาศตัวว่าพร้อมจะสู้รบกับกองทัพพม่าได้ทุกเมื่อ
และถ้าหากว่ารัฐบาลจีนไม่สามารถยื่นมือเข้ามาคลี่คลาย
หาทางออกให้กับปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวได้อย่างจริงๆ จังๆ
การปะทะระหว่างกองทัพพม่ากับกองกำลังชนชาติส่วนน้อย
ในบริเวณพรมแดนจีน-พม่า และพรมแดนไทย-พม่า ที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ
นี้ หรือไม่น่าจะเกินช่วงฤดูแล้งปีหน้า
ก่อนหน้าการเลือกตั้งครั้งใหม่ในพม่าจะเริ่มต้นขึ้น
ก็จะกลายเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับทั้งประเทศจีนและไทยไปด้วยกันทั้งคู่...

--------------------------------------------------

แม้นว่าในช่วงที่ผ่านมา...รัฐบาลจีนจะไม่ได้แสดงท่าที วิตก
กังวล อะไรมากมายนัก ต่อการปรับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐที่มีต่อประเทศพม่า
แต่เมื่อมาถึงขณะนี้...ดูเหมือนว่าจีนอาจจะ ประเมินสหรัฐต่ำเกินไป
สายใยความผูกพันระหว่างจีน-พม่า ที่เริ่มแสดงรอยร้าว รอยปริ
ให้เห็นขึ้นมาบ้างแล้วรางๆ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี
ในการแย่งชิงอิทธิพลระหว่างกันและกันอีกมากน้อยแค่ไหน
ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นจะต้องติดตามอย่างมิอาจกะพริบตาได้เป็นอันขาด
ส่วนประเทศเล็กๆ ที่มีชื่อว่า ไทยแลนด์แดนสยาม
ของเรานั้น...ก็คงไม่น่าที่จะไปมีบทบาทกำหนดอะไรได้มากมายนัก
นอกจากจะต้อง รับเละ กันในฐานะ หญ้าแพรกที่แหลกราญ
ภายใต้การปะทะกันระหว่างช้างกับช้าง...โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งปีหน้า
คงต้องเตรียมตัวตั้งศูนย์ผู้อพยพลี้ภัยเอาไว้ล่วงหน้าซะแต่เนิ่นๆ...

------------------------------------------------

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก นาวาเอก อาร์เลห์ เอ. เบิร์ก
แห่งนาวีสหรัฐ..."ไม่เคยมีสถานที่อันเหมาะสมสำหรับการทำสงคราม
โดยเฉพาะเมื่อผู้อื่นเป็นผู้เริ่มต้นก่อขึ้น...".

โดยเฉพาะการทำสงคราม เพื่อให้ผู้อื่นได้ประโยชน์

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 16, 2009 10:55 am

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sisaw/20090916/77276/%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88.html

วันที่ 16 กันยายน 2552 02:00

ถอยไม่ได้ทั้งคู่



โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


ก่อนอื่นผมต้องขออภัยคุณๆ ที่หยุดเขียนคอลัมน์ไปโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า แม้จะไม่ใช่เรื่องฉุกละหุกก็ตามที
เลยต้องมาขอโทษขอโพยกันทีหลัง

ผมไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ ไปแค่ลาวใต้แขวงจำปาสักนี่เองเป็นเรื่องที่รับปากแฟนรายการวิทยุที่จัดเอาไว้จำนวนหนึ่ง
ว่าจะพาไปเที่ยวปราสาทหินวัดภูแล้วก็เลยถือโอกาสท่องไปจนสุดแดนลาวที่ติดต่อกับชายแดนเขมรแถวๆ
คอนพะเพ็ง-หลี่ผี่ด้วย กว่าจะกลับมาก็ค่ำๆ
วันจันทร์แล้ว ไม่สามารถเขียนคอลัมน์ส่งให้ทันได้ก็เลยงดไปสองวัน วันนี้กลับมาก็ได้เรื่องเลย
อันที่จริงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ก็เคยประเมินสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มเอาไว้ก่อนแล้ว
ว่า สมควรระมัดระวังอย่าให้กระทบกระทั่งกันได้เป็นดี
ถ้าหากสุดสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะวันเสาร์ที่ 19 กันยายน ทางกลุ่มพลพรรคเสื้อเหลืองจะหยุดเคลื่อนไหวทวงคืน
เขาพระวิหารได้ละก็แจ่ม งานนี้เป็นเรื่องทิฐิไม่ตรงกัน ถ้าหากปรับเข้าหากันได้ ก็ไม่มีความจำเป็น
จะต้องเคลื่อนไหวอะไรมากไปกว่านี้ เรื่องเขาพระวิหารและปราสาทพระวิหารนี่
ผมเห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐมนตรีต่างประเทศคุณกษิต ภิรมย์ กำลังดำเนินการอยู่ครับ
เราไม่มีความจำเป็นจะต้องรบทัพจับศึกกับใครในห้วงเวลานี้จริงๆ
ส่วนที่คงไม่ขอร้อง คิดว่ายังไงก็คงมีการชุมนุมใหญ่ของพลพรรคเสื้อแดง
ในวันเสาร์ที่ 19 กันยายนที่จะถึงนี้ เพราะเห็นว่าทางแกนนำประกาศเอาไว้แล้วว่าจะต้องชุมนุม
ส่วนเป้าหมายสุดท้ายของการชุมนุมจะเป็นเช่นไร ผมเดาใจแกนนำพลพรรคเสื้อแดงไม่ถูกเหมือนกัน
แต่เรื่องที่น่าคิด ก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองคนละเรื่องคนละประเด็นของพลพรรคเสื้อเหลืองและ
เสื้อแดงในเวลานี้ แม้ว่าจะเคลื่อนไหวเหมือนๆ กัน แต่น่าจะมีความแตกต่างกันในเนื้อหาสาระพอสมควร
ถ้าหากให้วิจารณ์ก็ต้องบอกว่า กลุ่มเสื้อเหลืองเคลื่อนไหว เพื่อให้รัฐบาลทำตามที่ตัวเองคิด แต่ไม่ได้คิดจะล้มล้างรัฐบาล
ยังมีสถานภาพเป็นแนวร่วมกันระหว่างรัฐบาลนี้กับพลพรรคเสื้อเหลือง
แต่สำหรับกรณีพลพรรคเสื้อแดงนั้น ต้องบอกว่าเป็นเคลื่อนไหว
เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทางใดทางหนึ่งเท่านั้น ส่วนเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องอะไรไม่ได้มีความสลักสำคัญทั้งนั้น
แบบนี้เขาเรียกว่า มีสถานภาพเป็นปรปักษ์หรือเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผยครับ

เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่แปลกใจว่าทางรัฐบาลดูจะเป็นกังวลกับการเคลื่อนไหวของพลพรรคเสื้อแดง
มากกว่า เพราะคงเห็นว่าหนทางเจรจากันปิดประตูไปแล้ว สิ่งที่รัฐบาลทำเมื่อวานนี้ ก็คือ ประกาศให้ใช้
พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551กำหนดให้เขตดุสิตเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์
อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรช่วงระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2552
เข้าใจว่าจะละม้ายคล้ายคลึงกับประกาศในลักษณะเดียวกัน ในห้วงเวลาระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม
ถึง 1 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา ถ้าจำกันได้ตอนนั้นพลพรรคเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่วันที่ 30 สิงหาคม
แต่ได้เลื่อนการชุมนุมใหญ่ออกไปในภายหลัง แต่คราวนี้คงไม่เลื่อนแน่นอน ทางรัฐบาลเอง
ก็จะใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์การชุมนุมอย่างแน่นอนเช่นกัน

สำหรับการชุมนุมของพลพรรคเสื้อเหลืองในวันเดียวกันแต่เป็นที่จังหวัดศรีสะเกษนั้น
คงไม่มีการใช้กฎหมายพิเศษ แต่คงจะสกัดกั้นมิให้มีการเดินทางไปยุ่มย่ามแถวอาณาบริเวณ
ที่เป็นกรณีพิพาทกันอยู่ซึ่งคงไม่ยากเพราะพื้นที่ตรงนั้นทางฝ่ายทหารและตำรวจดูแลโดยตรงอยู่แล้ว
ไม่ให้ไปก็ไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าขัดขืนก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย

งานนี้ต้องดูแลกันให้ดี อย่าปล่อยให้มีใครบ้าเลือดบุกฝ่าเข้าไปในเขตแดนของเขา แล้วถูกจับกุมตัวไว้
เพราะจะทำให้เรื่องลุกลามบานปลายได้โดยง่าย


สำหรับในพื้นที่เขตดุสิตสถานการณ์คงจะตึงเครียดพอสมควร ส่วนจะมีเหตุการณ์ลุกลามบานปลายหรือเปล่า
ยังพยากรณ์ในวันสองวันนี้ไม่ได้ แต่เข้าข่ายน่าหวาดเสียวบอกตามตรงช่วงตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นเดือน
ผมได้แต่ภาวนาไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนอะไรมากไปกว่านี้เพราะเท่าที่ติดตามข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์
สื่อวิทยุโทรทัศน์ใจคอไม่ค่อยดีเอาเลย ยังสงสัยอยู่ว่าคุณอภิสิทธิ์จะได้ไปสหประชาชาติหรือเปล่านี่


http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=1108&page=2






ถ้าไทยถูกแบ่ง จีนก็ถูกแบ่ง เหมือนรัสเซียถูกแบ่งยุคหลังสงครามเย็น
ตะวันตกจะครองความเป็นจ้าว
ไทยคือปราการสุดท้ายของจีนในภูมิภาคนี้
ต่อรองเพื่อถ่วงดุลกันไทยจะได้ประโยชน์



พธม.ยกทัพบุก“เขาวิหาร”ปักธงเขตแดนไทย - หันครุฑไปฝั่งเขมรแก้เคล็ดมนต์ดำ

28 สิงหาคม 2552 16:41 น.



พันธมิตรฯ ยกทัพนักรบมือตบนับพันคน บุกเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ ปักธงแสดงเขตแดนไทย วันนี้ (28 ส.ค.)

ชนะ หรือ แพ้ ก็เสียขุน เหมือนกัน

http://www.komchadluek.net/detail/20090914/28326/%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html


วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2552
แขกรับเชิญ-พิชัย วาศนาส่งใส่เหลืองไม่ยุ่งเหลือง


คมชัดลึก :"วันนี้ผมใส่เหลือง แต่ผมไม่ไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น ผมยุ่งแต่กับ "สัจธรรม"

0 แล้วการวิเคราะห์ข่าวล่ะคะ ถ้าเราเผลอไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ไหม
ถ้าเราประพฤติอย่างนั้นมันก็เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเราไม่ประพฤติอย่างนั้น
เราควบคุมสติตัวเราเองว่าพูดไปแล้วมันกลายเป็นไปเข้าทางคนโน้นคนนี้
ต้องหยุดทันที เพราะใจเราเริ่มจะเอนแล้ว
อาจจะเป็นเพราะหวังว่าคนนี้เขาจะมาให้ตำแหน่งหรืออะไร ไม่เอา
เราไม่ต้องการ เราจะเป็นสื่อมวลชนอย่างเดียวเท่านั้น

0 เห็นวิเคราะห์แต่ข่าวต่างประเทศ ไม่ค่อยชอบวิเคราะห์การเมืองไทยเหรอคะ
ผมรู้จักการเมืองไทยดีกว่าใครๆ เพราะอยู่ในวงนี้ ปฏิวัติทีไรก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
เสร็จแล้วผมก็ไม่เข้าไปยุ่งด้วยหรอก เขาบอกว่า อเสวนาจพาลานัง
บัณทิตาบัณจะเสวนา นี่เป็นมงคลสูตรบทแรกที่สุดเลย คือไม่คบกับคนพาล
ให้คบกับบัณฑิต นั่นแหละเราจะดีขึ้น ถ้าเราไปคบกับคนพาลมันดึงเราเรื่อยแหละ
ให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้มันเป็นเครื่องมือเขาได้ง่าย

0 ทำอย่างไรประเทศเราถึงจะสงบสุขได้
ประชาชนต้องไม่หูเบาต้องดูมรรค 8 ให้เป็นฐาน อย่างว่านี่แหละ
ถ้าหากไม่ใช้มรรคตัดสินก็ไม่รู้ว่าใครมีมิจฉาทิฐิ หรือสัมมาทิฐิ
สัมมาสังกัปปะ หรือมิจฉาสังกัปปะ สัมมาอาชีวะ หรือมิจฉาอาชีวะ
มันก็มีคู่กัน คนจบปริญญาเอกมีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ทำไมบ้านเมืองถึงยุ่ง เพราะสัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะมันไม่มี
มันเอาวิชามาเป็นเครื่องมือในการหากินเอาเปรียบคนอื่นเขา
แต่ว่าสังคมเดี๋ยวนี้มันไม่ได้ดูว่าใครดีใครชั่ว
มันเชื่อการชักจูงจากคนที่เขามาพูดให้เราฟังว่าคนนั้นดีอย่างนี้
คนนี้ดีอย่างนั้น ใครพูดที่มีลอจิกดีก็เชื่อว่าเป็นไปตามที่เขาบอก
มันจะแดงเหลืองหรืออะไรก็ไม่รู้ วันนี้ผมใส่เหลือง
แต่ผมไม่ไปยุ่งกับอะไรทั้งนั้น แต่ผมยุ่งกับสัจธรรมเท่านั้นเอง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Sep 17, 2009 10:11 pm, ทั้งหมด 4 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 16, 2009 11:00 am


http://www.pinonlines.com/node/2197

เวเนซุเอลาซื้อจรวดยิงไกล 300 กิโลเมตรจากรัสเซีย

ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ ผู้นำรัฐบาลฝ่ายซ้ายของเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า
เวเนซุเอลาจะได้รับขีปนาวุธพิสัยยิงไกล 300 กิโลเมตรจากรัสเซียในเร็วๆ นี้
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการซื้ออาวุธจากมอสโก
ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งเดินทางกลับถึงกรุงการากัส
หลังจากตระเวนเยือนประเทศในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป เป็นเวลา 10 วัน
ยังได้เจรจาซื้อรถถังที-90 และที -72 จำนวน 100 คันจากรัสเซียอีกด้วย
และในระหว่างที่เยือนกรุงมอสโก ประธานาธิบดีชาเวซ
ได้ลงนามข้อตกลงบางประการกับรัสเซีย
และบอกว่าเวเนซุเอลาจะได้รับจรวดจำนวนหนึ่งในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม
ผู้นำเวเนซุเอลาไม่ได้ระบุจำนวนจรวดและราคาจรวดที่สั่งซื้อครั้งนี้
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลาใช้เงินไปแล้วกว่า 4,000
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้ออาวุธจากรัสเซีย
หลังจากสหรัฐห้ามขายอาวุธให้แก่เวเนซุเอลา
ในจำนวนอาวุธที่รัสเซียขายให้เวเนซุเอลาประกอบด้วยเครื่องบินซู-30 จำนวน
24 ลำ เฮลิคอปเตอร์หลาย 10 ลำ และปืนไรเฟิลโจมตีรุ่นเอเค 1 แสนกระบอก
รัฐบาลมอสโกบอกว่าจะขายอาวุธทุกชนิดที่เวเนซุเอลาต้องการ.

http://www.inteldaily.com/news/178/ARTICLE/11785/2009-09-14.html

Venezuela to build strong air defenses with Russian aid


September 14th, 2009

(RIA Novosti)
- Venezuelan President Hugo Chavez has announced plans to create a
multi-layered air defense network in the country with the help of a
Russian $2.2 bln loan secured last week.

"We have decided to
build a strong air defense network...And we have to thank the Russian
government, which approved a $2.2 billion loan for arms spending,"
Chavez said on his weekly television show late on Sunday.

According
to the president, the network will comprise Russian-made S-300, Buk-M2
and Pechora air defense systems to ensure the protection of Venezuelan
air space and key infrastructure from various ranges.

The deal
with Russia, struck during a visit to Moscow by Chavez last week, also
includes the purchase of 92 T-72 main battle tanks and an undisclosed
number of Smerch multiple launch rocket systems (MLRS).

Between
2005 and 2007, Moscow and Caracas signed 12 contracts worth more than
$4.4 billion to supply arms to Venezuela, including fighter jets,
helicopters and Kalashnikov assault rifles.

Chavez reiterated
that the country plans to buy more weaponry from Russia over a possible
increase in U.S. military personnel in neighboring Colombia and alleged
U.S. plans to invade Venezuela and seize its oil fields.

The president said weaponry acquired from Russia "would give us a stronger feel of security."


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Nov 21, 2009 3:11 am, ทั้งหมด 3 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Sep 17, 2009 12:09 pm

http://forum.summoner.in.th/archive/index.php/t-6022.html

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเล่นหมากรุก คนส่วนใหญ่จะพูดเมื่อจบเกม ว่า "รุกฆาต"

ซึ่งความเป็นจริงแล้ว "ศัพท์หมากรุกไทย" ไม่ได้นิยามไว้อย่างนั้น

ผมจึงเอานิยาม ของการรุกแบบต่างๆ มาให้ดูครับ

อ้างอิงข้อมูลจาก :http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/thaichess/ct002.htm

รุก
หมายความว่า ฝ่ายหนึ่งเดินหมากตัวใดตัวหนึ่งยกเว้นขุน
เดินเข้าไปถึงตาที่ "ขุนของฝ่ายตรงข้าม" อยู่ในเขตอำนาจของหมากตัวนั้น
หมายความว่า หมากตัวที่ไปรุกนั้นจะกิน "ขุน"
"ขุนฝ่ายที่ถูกรุก" จะต้องแก้ไขด้วยการหนีไปจากตาที่ถูก "รุก" นั้น
หรือกินหมากตัวที่มารุก หรือในกรณี "เรือ" อาจหาหมากตัวอื่นมาปิดทางเรือ
เป็นต้น ขุนจะรุกขุนด้วยกันเองไม่ได้

เปิดรุก
เมื่อขุนดำอยู่ในตากด และในทาง"เรือ" ของฝ่ายขาวมีหมากของฝ่ายขาวขวางอยู่
เช่น "โคน" ตามตัวอย่าง ถ้า "ฝ่ายขาว" เดิน "โคน" ถอยหลังตาทะแยงมาหลัง "ขุนขาว"
เรือจะทำหน้าที่รุกทันที เรียกว่า "โคน เปิดรุก" แต่ถ้าเดิน "โคน" ตาทะแยงไปที่หน้าขุนขาว
ก็เป็นการเปิดรุกเช่นกัน แต่โคนทำหน้าที่รุกด้วย จึงเรียกว่าโคน "เปิดรุก รุก"
คือทั้งเปิดรุกโดยเรือ พร้อมกับรุกด้วย "โคน" พร้อมกันทำให้ยากแก่การแก้ไข
http://203.144.136.10/service/mod/heritage/nation/thaichess/image576.gif

ปิดรุก รุก
ปกติการ "ปิดรุก" คือ เมื่อขุนฝ่ายหนึ่ง ถูกอีกฝ่ายหนึ่งรุกด้วยเรือ
ฝ่ายที่ถูกเรือรุกเอาหมากตัวอื่นมาปิดทางเรือ
เรียกว่า ปิดรุก ถือว่าการรุกด้วยเรือขณะนั้นยุติ
ถ้าหมากตัวที่เอาไปปิดทางเรือ นั้น เมื่อปิดแล้ว
ทำหน้ารุกขุนอีกฝ่ายหนึ่งในขณะเดียวกัน เรียกว่า ปิดรุก รุก
คือปิดรุก แล้วรุกเป็นการต่อสู้ด้วย

กินรุก
ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งกินหมากของอีกฝ่ายหนึ่ง
และตาที่กินนั้นเป็นตาที่รุกขุนได้ด้วย เรียกว่า "กินรุก" (กินด้วย รุกด้วย)

รุกฆาต
มักใช้กับ "ม้า" เมื่อเดินม้าไปรุก "ขุน" ฝ่ายตรงกันข้าม
ขณะที่รุกขุนอยู่นั้น "มีหมากตัวอื่นที่อาจจะถูกม้ากินได้อีกด้วย"
กรณีทั้งรุกและอาจกินตัวอื่นได้นี้เรียกว่า "ม้ารุกฆาต"
เช่น อาจจะรุกฆาตกินโคน หรือรุกฆาตกินเรือ เป็นต้น
รุกฆาตอาจใช้กับหมากตัวอื่นนอกจากม้าได้ด้วย
ผู้เล่นหมากรุกฝีมือดี จะสังเกตอยู่เสมอว่าขุนกับหมากตัวอื่นของตน
โดยเฉพาะ เรือจะอยู่ในตาที่เข้าเกณฑ์ถูกม้ารุกฆาตได้หรือไม่
ผู้ที่เดินม้าเก่ง จะสามารถเดินม้าให้ "รุกฆาตกินเปล่า" หมากของฝ่ายตรงข้ามได้บ่อยๆ

รุกจน (บ้างก็เรียก "รุกจนแต้ม")
หมายความว่า การรุก "ขุน" แล้วทำให้ "ขุน" ไม่มีตาเดิน
และไม่สามารถเดินหนีออกจากตารุกได้ถือว่า "จน" และเป็นฝ่ายแพ้

เรื่องของ...ฟ้า ที่กำลัง...ครึ้มฝน



..........หมากกระดานนี้ อยู่ที่ใครจะนำหมากตัวไหนรุกฆาต ให้ขุนอีกฝ่ายหมดตาเดินถึงพ่ายแพ้
และเป็นตาของใครที่จะเดินหมากก่อน ???


ฟ้า.... ยามนี้ กำลัง....ครึ้มฝน... มีสักกี่คนจะรู้ว่า ฟ้ากำลังจะร้องไห้.....!!!??

http://www.wiseknow.com/blog/2009/09/03/3315/


เมื่อผู้มีอิทธิพล-บารมี นอกคณะรัฐมนตรี มีฤทธิ์เดช เกินการควบคุม
“ข่าว” และการ “อ้าง” กลายเป็น “ข้อมูลลับ” ที่ต่างฝ่ายต่างงำประกาย
เมื่อเสียงโทรศัพท์-คำทักท้วง จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ผู้บัญชาการจากตึกบัญชาการชั้น 5
ไม่สามารถดึง-ดันให้บุคคลที่ต้องการก้าวขึ้นทำเนียบ-ประมุขสีกากี
นายตำรวจคนสำคัญ ที่ชื่อ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย
อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ยุคก่อนรัฐประหาร 2549
และเป็นผู้มากด้วย “คอนเน็กชั่น” กับทั้งคนใน-นอกรัฐบาล
คือชื่อที่ถูกถกเถียง-เสียงดังก้องในตึกไทยคู่ฟ้า
คือชื่อ “จุมพล” รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ที่เป็นคนเคยรัก-คู่คิด ของกองกำลังต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
และเป็นชื่อที่ถูกอ้าง “คำสั่ง” ทางสายโทรศัพท์จากสหรัฐอเมริกา
ให้เป็นคนสำคัญที่นำกองกำลังไปยังบ้านผู้มีบารมี
แม้ภายหลัง “ขุนพล” ของ “ทักษิณ” อย่าง น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชาชน จะออกมา “ปฏิเสธ” ว่าไม่มี “คำสั่งลับ”
จากแดนไกล
แต่ก็ยังมีคน “ติดใจ” เรื่องปฏิบัติการ “ลับ” ในอดีต

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&group=2
สัญญาน"ผู้ใหญ่"/ยุบสภา-ปลด"จอมบงการ"/เคลียร์"ทักษิณ"/สนธิลิ้มเผ่น/ผวาปฏิวัติซ้อน!!
@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานสถานการณ์การเมืองการทหาร ห้วงวันครบรอบ ๓ ปี รัฐประหาร ๑๙ ก.ย.๕๒
ที่ผ่านมา ว่าได้มีความเคลื่อนไหวของกองกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม"พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา"
ทั้งก่อนและหลัง การชุมนุมของ"ม็อบเสื้อแดง"โดยเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหว
การชุมนุมของ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"ภายใต้การนำของ"วีระ สมความคิด"
ที่ยังคงมีติดต่อเชื่อมโยงกับ"พล.อ.สพรั่ง กัลญานมิตร"อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม
หนึ่งในนายทหารที่มีบทบาทในการปฏิวัติ"ทักษิณ ชินวัตร"และมีความสนิทสนมกับพันธมิตรฯ...
และแกนนำจากสันติอโศกของ"โพธิรักษ์ "โดยมี"พล.ท.ปรีชา"จปร.๗ ที่เคยเป็น"เสนาธิการ"ให้กับ
"พล.ต.จำลอง ศรีเมือง"ในปฏิบัติการขับเคลื่อนมวลชนในรูปกองทัพประชาชนหลายต่อหลายครั้ง
รวมถึงครั้งเข้าร่วมกับพันธมิตรฯ ที่มีการปะทะกับ"มวลชนจัดดั้ง"ชาวบ้านภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ..
ที่อยู่ในเส้นทางขึ้นสู่เขาพระวิหาร..


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า การเคลื่อนไหวอันนำไปสู่การปะทะกันของชาวบ้านกับการ์ดพันธมิตร
นักรบศรีวิชัย ในวันที่ ๑๙ ก.ย.มีความต้องการให้เกิดการขยายพื้นที่ความวุ่นวายไปจนถึงแนวชายแดนจ.บุรีรัมย์
โดยใน"ทางเปิด"เพื่อขยายประเด็นการทวงคืนพื้นที่เขาพระวิหารของพันธมิตรฯ
ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่สามารถขยายผลแนวร่วม"ชาตินิยม"ไปทั่วประเทศโดยสอดคล้อง
กับการเริ่มโครงการร้องเพลงชาติทั่วประเทศของรัฐบาลที่เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๘ ก.ย.๕๒

โดยเป้าหมายใน"ทางปิด"นั้นเกี่ยวข้องไปถึงสถานการณ์ที่กรุงเทพฯที่มีการ
ประกาศใช้ พรบ.ความมั่นคง ภายใต้การคุมสถานการณ์ของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกฯ
ที่มีการเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมของ"ทหารนอกเครื่องแบบ "จากกองทัพภาคที่ ๓ และกำลังหน่วย กอ.รมน.
ที่เคยอยู่ภายใต้การดูแลของ"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" รองผบ.ทบ.จำนวนมาก
โดยมีกำลังพลของกองทัพภาคที่ ๒ ที่ถือเป็นกำลังของ"พล.อ.อนุพงษ์"
ล้อมอยู่ภายนอกเขตเมืองและปริมณฑลกรุงเทพฯ


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์การปะทะกันของประชาชนที่ชายแดนไทย-เขมร บริเวณเขาพระวิหาร
ตามแผนปฏิบัติการจะทำให้กองทัพต้องส่งกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ ๒ เข้าไปตรึงแนวชายแดน
ในกรณีสถานการณ์ถูกขยายเข้าไปในเขมรและอาจมีการกระทบกระทั่งจนถึงขั้นเข้าใจ
ผิดระหว่างชาวบ้าน ๒ ชาติ ที่อาจทำให้มีการใช้อาวุธโจมตีและจุดชนวนไปสู่การเปิดแนวรบระหว่างทหาร
ซึ่งหากถึงจุดนั้นจะทำให้"พล.อ.อนุพงษ์"ต้องสั่งการให้กำลังพลที่ล้อมรอบกรุงเทพของกองทัพภาค
ที่๒ เดินทางไปสมทบที่ชายแดนเขาพระวิหาร ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯจะมีการเคลื่อนไหวของ"มวลชน"
ที่ไม่ใช่"เสื้อแดง"แทรกซึมและสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงและวุ่นวายโดยเฉพาะในช่วงที่จะมีการ
เคลื่อนย้ายม็อบ"เสื้อแดง"ไปที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ของ"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์"ตามแผนที่ประกาศไว้..

จากนั้นจะมีการเคลื่อนกำลังภายใต้การดูแลจากทหารสายตรงข้าม"พล.อ.อนุพงษ์"เข้าเคลียร์สถานการณ์
และอาจนำไปสู่สถานการณ์"หักกัน"ระหว่าง"พล.อ.ประยุทธ์"กับ"พล.อ.อนุพงษ์"ใน
ลักษณะ"การเปลี่ยนแปลง"แบบฉับพลันทันทีโดยอ้างเหตุผลสถานการณ์การสูญเสียดินแดน
การปะทะกันของคนไทยและการมุ่งเป้าที่"ขั้วอำนาจสีเขียว"ที่กุมสภาพอำนาจและกำลังพลในกองทัพ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสาเหตุของการเคลื่อนไหวดังกล่าว
มีความเชื่อมโยงกับข่าวความขัดแย้งระหว่าง"ขั้วอำนาจใหม่"สีเขียว-สีน้ำเงิน
กับ"พรรคประชาธิปัตย์"ผ่านท่าทีและปฏิบัติการโดย"นายกอภิสิทธิ์"ที่ทำการ
จัดการกับ"พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ"อดีตผบ.ตร.น้องชาย"พล.อ.ประวิตร"
ในทุกวิธีภายใต้การยุแกมขู่จาก"สนธิ ลิ้มทองกุล" จน"พล.ต.อ.พัชรวาท"ตัดสินใจ"ลาออก"
ก่อนครบกำหนดอายุราชการซึ่งทำให้"พล.อ.ประวิตร"ไม่พอใจอย่างมาก และมีการส่ง"สัญญาน"นี้
ผ่าน"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกฯและ"นิพนธ์ พร้อมพันธ์"เลขาธิการนายกฯ
กระทั่งเป็นที่มาของ"สัญญานพิเศษ"ก่อนและหลังการประชุม กตช.ที่ปรากฎการ"หักหน้า"นายกฯ
จนมีการตั้ง"พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์"ขึ้นมารักษาการ ผบ.ตร.
และเตรียมที่จะสรุปชื่อ ผบ.ตร.เป็น"พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ"ในการประชุมครั้งต่อมาวันที่ ๑๖
ก.ย.แล้ว แต่ผลที่สุดก็ต้องมีการลงมติเลื่อนการประชุมเสนอชื่อ ผบ.ตร.ออกไปอีก

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า สาเหตุที่"นายกอภิสิทธิ์"ยืนยันในชื่อของ"พล.ต.อ.ปทีป"นั้นมีความเกี่ยวข้อง
กับ"สัญญานพิเศษ"ที่ได้รับผ่าน"ผู้ใหญ่คนหนึ่ง"ที่เคยใช้บ้านเป็นสถานที่หารือกับ"น.ต.ประสงค์"
"พล.อ.สุรยุทธ์"และ"พล.อ.พัลลภ"ในการโค่นอำนาจ"ทักษิณ" โดยหลังจาก"นิพนธ์ พร้อมพันธ์
"อ้าง"ข้อมูลใหม่จากเยอรมัน"ที่ทำให้ตนกับ"สุเทพ"ต้องยืนยันในชื่อ"พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย"
หลังจากนั้น"นายกอภิสิทธิ์"ก็ได้รับคำเชิญเข้าไปพูดคุยที่บ้านหลังเดิม
และได้รับคำยืนยันใน"สัญญานพิเศษ"ของ"ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง"ที่ส่งผ่านเจ้าของบ้านมา
ทำให้หลังจากวันนั้น"นายกอภิสิทธิ์"มีท่าทีมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับมากขึ้น
และกล้าที่จะชนทะลุทะลวง กับ"ขั้วอำนาจใหม่"ในรัฐบาลภายใต้การนำของ"พล.อ.ประวิตร"..

ภายใต้ความเชื่อที่ว่า"พล.อ.ประยุทธ์"ที่แม้จะถูก"พล.อ.อนุพงษ์"กันออกจากตำแหน่ง"เสธ ทบ."
มาเป็น รอง ผบ.ทบ. แต่ก็ยังมีกำลังทหารในมือซึ่งเมื่อรวมกับการสนับสนุนจากขุมกำลัง
"บ้านสี่เสาเทเวศร์"และมวลชนพันธมิตรฯ ก็ยิ่งทำให้"นายกอภิสิทธิ์"มั่นใจ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า การจัดการกับ"พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์"โดยอาศัยปปช.นั้น
เป็นความหวาดระแวง ว่า ขั้วอำนาจของ"พล.อ.ชวลิต" ที่ยังคงมีบารมีในกองทัพภายใต้การสนับสนุน
จาก"ผู้ใหญ่"ที่ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของมวลชน" เสื้อแดง"มาตั้งแต่ครั้งเป็นนปก.

โดยเคยส่งกำลังทหารนอกเครื่องแบบเข้ามาคุ้มกันแกนนำม็อบ นปก.
รวมถึง"น.พ.เหวง โตจิราการ"...จะจับมือกับ"ขั้วอำนาจใหม่"สาย"พล.อ.ประวิตร"และ"พล.อ.อนุพงษ์
" ซึ่งกำลังมีความระแวงกับข่าวรัฐบาลเตรียมดัน"พล.อ.ประยุทธ์"เป็นผบ.ทบ.และเด้ง"พล.อ.อนุพงษ์"ไปเป็น ผบ.สส.
ขณะเดียวกันก็จะมีการตั้ง"พล.อ.สพรั่ง"เข้ามาเป็น รมว.กลาโหม แทน"พล.อ.ประวิตร"เพื่อสลายกำลังขั้วอำนาจนี้
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรง จนถึงขั้นมีข่าวจะมีการทำรัฐประหาร
โดยใช้การชุมนุมของ"คนเสื้อแดง"เป็น"เงื่อนไข"ของการเคลื่อนไหว ในวันที่ ๑๙ ก.ย.๕๒

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงาน ว่า"ผู้ใหญ่"ที่อยู่ต่างประเทศไม่พอใจในท่าทีของ"อภิสิทธิ์"
และมีความพยามที่จะให้นายทหารต่อสายเพื่อให้พูดโดยตรง เกี่ยวกับเรื่อง ผบ.ตร.คนใหม่ แต่"อภิสิทธิ์"
ก็ยังคงมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับจาก"ผู้ใหญ่"ที่เป็นเจ้าของบ้านทีใช้วางแผน ๑๙ ก.ย.๔๙ ..


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าเหตุผลสำคัญของการยืนยันเสนอชื่อ"พล.ต.อ.ปทีป"
ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของพันธมิตรฯ ที่ไม่ต้องการให้คดีบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
และคดีบุกยึดสนามบินดอนเมืองรวมไปถึงคดีที่ติดค้างต่างๆ
ที่หากคดีหลุดไปอยู่ในมือตำรวจสาย"ทักษิณ"จะเป็นอันตรายกับพันธมิตร
ขณะเดียวกันในส่วนของกลุ่มอำนาจที่เคยร่วมกันล้ม"ทักษิณ"ก็เป็นห่วงว่าข้อมูลเหตุการณ์ความรุนแรง
ถึงขั้นชีวิต ที่เกิดขึ้นระหว่างการเข้าพบ"ผู้ใหญ่"ในช่วงคืน ๑๙ ก.ย.๔๙ ของคณะ"พล.อ.สนธิ "
จะถูกขยายผล
ขณะที่ฝ่ายของ"ผู้ใหญ่"ที่อยู่ต่างประเทศก็ยืนยันว่ารับไมได้ที่จะให้
"พล.อ.ปทีป"เป็นผบ.ตร.เพราะเกี่ยวข้องกับสถานการณ์วันที่ ๑๙ ก.ย.๔๙ ด้วย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานการเสียชีวิตปริศนาของ"พระประเสริฐ"ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นเลขาฯของ
"ผู้ใหญ่" ท่านหนึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาการป่วยของ"ผู้ใหญ่"ที่ไม่สบายใจกับสถานการณ์การเมือง
ที่โยงสถาบัน โดยเฉพาะ" ข้อมูล"ที่"พระประเสริฐ"ได้รับทราบและมีการบอก กับ"ผู้ใหญ่"
ถึงแผนการณ์ในอนาคตเกี่ยวกับการขึ้นสู่อำนาจของ"ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง" ซึ่งทำให้ต่อมาภายหลัง
"ผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่ง"ทำการสั่งปลดกลางร้านอาหารแห่งหนึ่ง..ก่อนที่จะไปบวช
และถูกสังหารหลังจากนั้นเพียง ๕ เดือน

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=406428
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=56784
http://tnews.teenee.com/crime/40853.html

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"ผู้ใหญ่ในต่างประเทศ"ได้รับรายงานสาเหตุที่มาของอาการของผู้ใหญ่อีกท่าน
หนึ่ง ว่ามาจากเจตนาของ"ผู้ใหญ่"๒ ท่านที่จะไม่นำ"ผู้ใหญ่"เข้าทำการรักษาตัว ทำให้"ผู้ใหญ่"จากต่างประเทศ
ไม่ไว้ใจและให้ผู้ใหญ่อีก ๒ ท่าน คอยดูแลแทน พร้อมทั้งประกาศว่าภายในวันที่ ๒๕ ก.ย.จะเดินทางกลับเข้ามา
ในประเทศไทย โดยตามกำหนดในวันที่ ๒๘ ก.ย.จะเดินทางไปประกอบพิธีกรรมบางอย่างในพื้นที่ภาคใต้ด้วย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"ผู้ใหญ่"ที่อยู่ต่างประเทศได้พยายามให้มีการกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา
จากนั้นนำไปสู่การปลด"บุคคลสำคัญ" ที่"เสื้อแดง"ระบุว่าอยู่เบื้องหลังสถานการณ์ทั้งหมด
ให้พ้นจากตำแหน่งเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้อำนาจเสนอชื่อ"ผู้ใหญ่"อีกท่านขึ้นสู่อำนาจแทน" ผู้ใหญ่"


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าขณะที่"ผู้ใหญ่"มีความต้องการให้สถานการณ์ประเทศคลี่คลาย
ไม่ลุกลามสู่สถาบันสูง หลังผิดหวังกับ"รัฐบาลอภิสิทธิ์" โดยต้องการให้มีการเคลียร์โทษให้กับ"ทักษิณ"
ขณะที่"ผู้ใหญ่"อีกท่านมีการส่งสัญญานผ่านกระบวนการยุติธรรมและคดีกล้ายางของ"นายเนวิน ชิดชอบ"
ที่ส่งผลทำให้"สนธิ ลิ้มทองกุล"ออกมาปูดข้อมูลการตัดสินของศาลฎีกา ว่า"เนวิน"จะพ้นผิดก่อนที่"สนธิ"
จะเดินทางออกไปยังต่างประเทศโดยไม่เข้าพูดในรายการ ASTV มา ๓ สัปดาห์แล้ว
ทั้งที่มีคดีอาญาติดตัวและอยู่ระหว่างประกันตัวในหลายคดี


--------


Create Date : 23 กันยายน 2552
Last Update : 23 กันยายน 2552 2:14:54 น.

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=498ecb53fce66e75f401b288574dd871
บันทึกประเทศไทย 2550 เรื่อง สถานการณ์สามก๊กในประเทศไทย ตอนที่ 2
เพื่อความเข้าใจอันชัดเจนของผู้อ่าน ผมขอลำดับโครงสร้างการข่าวของประเทศไทยให้รับรู้กันพอคร่าวๆซักนิด


การข่าวระดับลับสุดยอดของประเทศไทย ที่ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในและต่างประเทศ
จะถึงพระเนตรพระกรรณ์ของพ่ออยู่หัว และ พระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย
และดำเนินการรับสถานการณ์ เพื่อป้องกัน คนไทยทั้ง 64 ล้าน ไม่ให้ได้รับผลกระทบจนยาก
แก่การอยู่อย่างปรกติสุข จึงเป็นเหตุให้ผู้แทนพระองค์ รวมทั้ง พระบรมวงศานุวงศืทุกพระองค์
ต้องทรงงานเต็มพระกำลัง โดยเฉพาะองค์พระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
และ พระสหาย
ที่ต้องเสด็จต่างประเทศบ่อยที่สุด แต่ทั้งนี้ ในประเทศไทยที่มีมากถึง 64 ล้านนี้
จะหาใครที่จะรับรู้ถึง การทรงงานหนักนี้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะ ผู้คนในแผ่นดินยังอ่อนด้อย
ด้วยปัญญา และถูกการเมืองครอบงำมายาวนานจนไม่รู้อะไรเป็นอะไรไปแล้ว


การข่าวลับสุดยอดและมากที่สุดแต่ไม่ครอบคลุมทุกด้าน ที่กระจายลงมาถึงระดับผู้รับใช้ใกล้ชิด
ทั้ง องคมนตรี ข้าราชบริพาร ทหาร ตำรวจ ในสังกัดของสถาบันพระมหากษัตริย์ จะถูกจำกัด
การแพร่กระจายเพื่อ ดูแลเสถียรภาพความมั่นคงภายใน แต่นี่เองที่เป็นจุดอ่อนให้ เกิดการซื้อคนวงใน
เพื่อการเข้าถึงแหล่งข่าวเบื้องสูงโดยนักการเมือง นายทุน และใครต่อใคร ก็จะอยู่ในชั้นนี้
และทักษิณ ชินวัตร ก็เริ่มต้นการทำลายสถาบันจากในชั้นนี้

ถัดลงมาคือระดับงานข่าวกรอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศ
ที่จะทำการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาประมวลผลวิเคราะห์และสรุปรายงานส่งแก่
ผู้บังคับบัญชาในสังกัดของตนเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ที่จริงเป็นเรื่องของการตรวจสอบว่า
ข่าวสารจากระดับสูงสุด หลุดรั่วออกมาจากทางไหน และมีการนำมาใช้ในเชิงสงครามข่าวสาร
มากน้อยเพียงใด นอกเสียจากว่า เป็นการทำสงครามข่าวจากภายนอกซึ่งจะเป็นเรื่องใช้เวลา
และความยุ่งยากนิดหน่อยในการติดตามว่า คนที่ทำการปล่อยข่าวคือใคร จุดประสงค์ใด
และในระดับชั้นนี้เองที่ วงการสื่อสารมวลชนระดับอาวุโส ซึ่ง มักจะเป็นสายทหาร สายตำรวจ
และสายความมั่นคง เช่น เซี่ยงเส้าหลงก็ได้นำมาใช้เพื่อการรับสถานการณ์ และ นำเสนอ
ในบทความของท่านอยู่เนืองๆ

ซึ่งทั้งสามระดับที่กล่าวมา ยังมีรายละเอียดอีกมากที่ไม่อาจกล่าวถึง และ ผมไม่คิดจะกล่าวถึง
แต่ที่เจาะจงอธิบายให้ทราบ นั่นเพราะ ประเทศไทยหากไม่มีโครงสร้างที่กล่าวมา หรือ โครงสร้าง
ที่กล่าวมา ถูกบ่อนทำลายจนหมดสภาพเมื่อไหร่ ประชาชนไทยทุกท่านก็เตรียมตัวฆ่ากันได้เลย
เพราะทุกประเทศทั่วโลกเวลานี้ที่ทำสงครามกันกลางเมืองก็เพราะ
โครงสร้างด้านความมั่นคงของชาติถูกทำลาย และคนในสังคมอ่อนแอ
ด้านการพัฒนาศักยภาพของตนเอง เช่นกรณีของประเทศไทย
ก็อยู่ในกลไกการทำลายตัวเองนี้เช่นกัน


http://www.weopenmind.com/board/index.php?topic=8360.0
มาตรา ๑๘ ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร
หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่ง
เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง
พระบรมราชโองการ


มาตรา ๑๙ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ตามมาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ
แทนพระองค์เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อ
ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อ
ขอความเห็นชอบ
เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธย
พระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง

มาตรา ๒๐ ในระหว่างที่ไม่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว
ไปพลางก่อน
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙
ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน


ในระหว่างที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือใน
ระหว่างที่ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคสอง ประธานองคมนตรี
จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นประธานองคมนตรีมิได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้คณะองคมนตรีเลือก
องคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานองคมนตรีเป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน

มาตรา ๒๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา ๑๘
หรือมาตรา ๑๙ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
(พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ตามมาตรานี้

มาตรา ๒๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาล
ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
โดยเฉพาะ
เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติม
กฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและ
ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรีดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภา
แจ้งให้รัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อได้ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือ
สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง

มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง
พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว
ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ
และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้
ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ


ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาท
ไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามมาตรา ๒๒ ต่อ
คณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดา
ก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์
เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ


ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา
ในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง

มาตรา ๒๔ ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์
ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๒๓ ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน แต่ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงในระหว่างที่ได้แต่งตั้งผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์ไว้ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ หรือระหว่างเวลาที่ประธานองคมนตรีเป็น
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น ๆ
แล้วแต่กรณี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้ประกาศอัญเชิญองค์
พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์
ในกรณีที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งไว้และเป็นผู้สำเร็จราชการแทน
พระองค์ต่อไปตามวรรคหนึ่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานองคมนตรีทำหน้าที่ผู้สำเร็จ
ราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน
ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามวรรคหนึ่ง หรือทำหน้าที่
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวตามวรรคสอง ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐ วรรคสาม
มาใช้บังคับ

มาตรา ๒๕ ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๓
วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือ
มาตรา ๒๔ วรรคสอง และอยู่ในระหว่างที่ไม่มีประธานองคมนตรีหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้คณะองคมนตรีที่เหลืออยู่เลือกองคมนตรีคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประธานองคมนตรี หรือปฏิบัติหน้าที่
ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แล้วแต่กรณี


http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118867
“บิ๊กจิ๋ว” รับภารกิจหินกล่อม “ป๋า” อโหสิ “แม้ว” คืนรัง-หากไม่ได้ เปิดเกมยึดอีสาน
8 ตุลาคม 2552 09:09 น.

“บิ๊กจิ๋ว” เดิน 2 ขา หวังเจรจา “กล่อมป๋า-อุ้มแม้วกลับบ้าน” พร้อมนำทัพปักธงอีสาน
กลับมายิ่งใหญ่ได้ ฟากปชป.ชี้หวือหวาชั่วคราวต้องวัดใจระยะยาว
จับตาเกมลดบทฮาร์ดคอร์แก๊ง 3 เกลอ สัญญาณแม้วแผ่ว
ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชี้บิ๊กจิ๋วขาดแรงดึงดูดซ้ำร้ายอาจสร้าง
ความแตกแยกในพรรคแตกทำเสียมวลชน เหตุเป็นคนมีบารมีใต้ปีกอำมาตย์...


แม้ว่าจะมีการแสดงจุดยืนในหลายครั้งต่อมา ทั้ง ทฤษฎีโซ่ข้อกลาง หรือ
การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งการกลับมาครั้งล่าสุดในฐานะ ประธานพรรคเพื่อไทย
ที่คนในพรรคมองว่ามีศักดิ์เหนือชั้นกว่าหัวหน้าพรรคอย่าง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ
และอาจจะเหนือกว่า พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโรประธานที่ปรึกษาพรรคด้วยซ้ำ

เป้าหมายหลักที่วางไว้ คือ ยุทธศาสตร์ อีสานแดง ที่หวังยึดกุมเก้าอี้ ส.ส.138
คนในภาคอีสานมาอยู่ในมือเพื่อนำไปสู่การเป็นรัฐบาลในสมัยหน้าและวางหมากยาว
ถึงการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั่นเอง


หลุมพราง...นิรโทษกรรม

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=410369
นายกฯเตรียมเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ
12 ตค. 2552 08:52 น.
ผู้สื่อข่ารายงานภารกิจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ในวันนี้ว่า นายกฯเดินทางถึงทำเนียบรัฐบาลแล้ว โดยมีกำหนดการจะเข้าเฝ้า
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน
ที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ในเวลา 15.30 น. พร้อมทั้ง จะประชุมคณะกรรมการอำนวยการ
จัดงานฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
สิริโสภา-พัณณวดี ในเวลา 13.00 น.โดย ในขณะนี้ นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างบันทึกเทป
คำปราศรัยในวันตำรวจและจะเดินทางไปเปิดการสัมมนาสมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัย
และที่ดินทำกิน


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Mon Oct 12, 2009 10:24 am, ทั้งหมด 11 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Thu Sep 17, 2009 2:27 pm

http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=mscc2&topic=1108&page=2





http://www.komchadluek.net/detail/20090917/28846/%E2%80%9C%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%842%E2%80%9D%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3.html

“แม่ทัพภาค2”ยันไม่มีทหารไทยฆ่าวัยรุ่นเขมร
วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2552

คม
ชัดลึก :“แม่ทัพภาคที่ 2 ” ระบุ ไม่มีทหารไทยฆ่าวัยรุ่นเขมร
วอนประชาชนเลิกชุมนุม"เขาพระวิหาร" หวั่นเพิ่มปัญหา
กระทบเจรจา-ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

(17ก.ย.) ที่สโมสรทหารบก
พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2
ให้สัมภาษณ์กรณีสื่อต่างประเทศเสนอข่าวกองกำลังทหารพรานของไทย
ได้ยิงวัยรุ่นชาวกัมพูชาคนหนึ่ง
ก่อนจุดไฟเผาทั้งเป็นที่บริเวณแนวพรมแดนว่า
ได้ตรวจสอบทุกหน่วยในพื้นที่แล้ว ไม่พบเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่มีข่าวออกมา
โดยคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนระหว่างกองทัพภาคที่ 2
กับทหารภูมิภาคที่ 4
ของประเทศกัมพูชาเรามีความร่วมมือในการแก้ปัญหาความสงบเรียบร้อยตามแนวชาย
แดน ซึ่งทุกอย่างเราทำตามกรอบกฎหมายและข้อตกลงทุกครั้ง
เหตุที่เกิดขึ้นยืนยันว่าไม่มีในพื้นที่ ทั้งนี้
ตนไม่ทราบเหตุใดกัมพูชาจึงเสนอข่าวแบบนั้น
แต่เท่าที่ตรวจสอบยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์นี้

เมื่อถามถึงกรณี
ที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางไปชุมนุมบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร
พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ กล่าวว่า
พื้นที่บริเวณเขาพระวิหารหรือพื้นที่อ้างสิทธิ์
เป็นพื้นที่ที่อันตรายและมีพื้นที่จำกัดพร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกค่อน
ข้างน้อย ซึ่งครั้งที่ผ่านมาก็มีปะทะกันระหว่างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย
ซึ่งเราได้ให้แนวทางเจ้าหน้าที่ว่า ต้องไม่ให้มีการปะทะกัน
และประชาชนต้องได้รับความปลอดภัย ทั้งนี้
เราจะดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนที่จะไปร่วมชุมนุมในพื้นที่

“เจ้า
หน้าที่ได้เตรียมพื้นที่ไว้สำหรับผู้ชุมนุมและทุกฝ่ายพยายามทำความเข้าใจ
ประชาชน แต่อยากขอความร่วมมือผู้ที่จะมาชุมนุมว่า
จะทำอะไรขอให้อยู่ในกรอบกฎหมายและอยู่ในความปลอดภัย ทุกคนทราบดีว่า
ปัญหาคืออะไร
การที่จะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ
ประชาชน ขอให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ต่อประเทศเพื่อนบ้าน
และการชุมนุมนั้นอาจจะมีส่วนที่เพิ่มปัญหาในการเจรจาระหว่าง 2 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม
สถานการณ์ในตอนนี้มีแกนนำผู้ชุมนุมบ้างส่วนได้มาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหาร
และมีการเคลื่อนไหวและเคลื่อนย้ายมาในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
แล้ว” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000108575

ทหารไทยขนรั้วลวดหนามสกัด ปชช.ทวงคืนแผ่นดิน“เขาวิหาร” - “เด็กยี้ห้อย” ขึ้นป้ายต้าน
17 กันยายน 2552 13:22 น.
ศรีสะเกษ

ทหารไทยชายแดนเขาพระวิหารวางรั้วลวดหนามพร้อมตั้งจุดตรวจเตรียมรับมือทัพปชช
.-พันธมิตรฯเดินทางมาชุมนุมทวงคืนแผ่นดินไทยครั้งใหญ่ 19 ก.ย.นี้
ส่วนถนนบริเวณตามแยกต่างๆ ได้ติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ต้านการชุมนุมในครั้งนี้
อ้างความสงบ สันติในพื้นที่ชายแดน ตามบัญชาของผู้ว่าฯ เด็กสายตรง“ยี้ห้อย”


วันนี้ (17 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่บริเวณด้านหน้าด่านเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร
ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา
ได้เริ่มวางจุดตรวจ
พร้อมนำรั้วลวดหนามหีบเพลงมาวางโดยรอบบริเวณทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาพระ
วิหาร เพื่อเตรียมสกัดกั้นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)
และประชาชนทั่วประเทศ
ที่จะเดินทางมาชุมนุมเรียกร้องทวงคืนแผ่นดินไทยเขาพระวิหารพื้นที่ 4.6
ตารางกิโลเมตร (ตร.กม.) ในวันที่ 19 ก.ย. นี้


นอกจากนำลวดหนามหีบเพลงวางรอบ
บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารแล้ว
ทหารไทยยังได้จัดเวรยามประจำจุดตรวจเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
และตามเส้นทางระหว่าง อ.น้ำขุ่น กับ อ.กันทรลักษ์
ก็ได้มีการตั้งจุดตรวจเพิ่มขึ้นอีก 2 จุด
จากเดิมที่มีอยู่เพียงจุดตรวจของทหารพรานที่ตั้งไว้นานแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ตามแยกสำคัญ ๆ เช่น สี่แยกบ้านจาน
ถ.ทางหลวงหมายเลข 24 สามแยกบ้านหนองงูเหลือม ถ.สายกันทรลักษ์- อุบลราชธานี
ได้มีการนำป้ายข้อความขนาดใหญ่มาติดตั้งไว้เช่นกัน
ซึ่งเป็นป้ายข้อความไม่เห็นด้วยในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ
และประชาชนทั่วประเทศ ที่จะเดินทางมาทวงคืนเขาพระวิหารในวันที่ 19 ก.ย.นี้
โดยอ้างความสงบ สันติในพื้นที่ชายแดนเขาพระวิหาร

ทั้งนี้
การขึ้นป้ายต่อต้านการชุมนุมทวงคืนแผ่นดินไทยเขาพระวิหาร
ดังกล่าวเป็นไปตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้าว่า นายระพี ผ่องบุพกิจ
ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
ได้เรียกประชุมส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ออกมาคัดค้านไม่
เห็นกับการชุมนุมดังกล่าวของพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า นายระพี
ผ่องบุพกิจ มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย
ของนายเนวิน ชิดชอบ เป็นอย่างมาก
และเพิ่งได้รับการเลื่อนชั้นพุ่งพรวดจากรองผู้ว่าฯ อุทัยธานี
มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา แทนนายเสนีย์
จิตตเกษม ที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี

ขณะ
ที่กลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งที่ได้เดินทางมาล่วงหน้า
ขณะนี้ได้ปักหลักพักค้างคืนอยู่ที่บริเวณภายในอาคารชั้นเดียวของอุทยานแห่ง
ชาติเขาพระวิหาร โดยหุงหาอาหารรับประทานกันเอง
จากสิ่งของข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ ที่จัดเตรียมมา ซึ่งการ์ดพันธมิตรฯ
ดังกล่าวได้คุมเข้มด้านความปลอดภัยเป็นอย่างมาก
ไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้บริเวณที่พักค้างอยู่
หรือทำการตรวจค้นทุกคนที่เข้าไปใกล้บริเวณดังกล่าว

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=31&PHPSESSID=a7a79ee95df1cadf7a8ac83191cd1d05

BUSH AND CHENEY, WHO AVOIDED THE VIETNAM
WAR, ARE PREPARING FOR A NEW U.S. MILITARY PRESENCE IN SOUTHEAST ASIA: AFTER THE
MIDDLE EAST DISASTER, GET READY FOR INDOCHINA WAR II.



Fri, 02 Mar
2007 11:39:00

Wayne
Madsen Report




While in Southeast Asia, this editor looked into rumors that
the Bush/Cheney administration has initiated a major military move into Southeast Asia
to secure for itself large oil deposits discovered in the waters of the Gulf of Thailand.
The U.S. military push into the region is centered on the Cambodian coast, particularly around
Sihanoukville.


With three countries -- Thailand, Cambodia, and Vietnam -- vying for the off-shore oil booty in seas
where maritime borders are contested, the Bush/Cheney cartel hopes to achieve a dominant position
to exploit the oil reserves for
their oil industry friends and backers.
...

The Thais continue to be wary of U.S. intentions in Cambodia.
The Thai-Cambodian border is in dispute and some Khmers make no secret of their desire
to take back historically Khmer territory in eastern Thailand.



อเมริกาสนับสนุนทั้งสองฝั่ง ต้องการสร้างสถานการณ์สงครามในภูมิภาคนี้
เพื่อนำกองกำลัง อเมริกา ในนาม UN เข้ามาควบคุม
เหมือนช่วงสงครามเวียดนาม ที่เข้ามาตั้งฐานทัพในไทย เป้าหมายคือ จีน
อเมริกาเปลี่ยนผู้นำ แต่นโยบายผลประโยชน์แห่งชาติไม่เปลี่ยน
เพราะเบื้องหลังรัฐบาลอเมริกัน คือ บรรษัทข้ามชาติ


http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&group=2

ผวาแดงนองเลือดสงกรานต์/ป๋าชิ่งโคราช/ฑูตมะกันขู่/ศึกเขมรลึกลาม/เปลี่ยนCIAไทย-มาเลย์

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวการเมืองการทหารและมวลชน...ว่า
สถานการณ์"ดีเดย์"วันที่ ๘ เม.ย.๕๒ ของ"กลุ่มคนเสื้อแดง"นั้นหนนี้"ไม่ธรรมดา"และมีผลในทางลึก
กับฝ่าย"อำนาจรัฐ"และอำนาจที่เหนือกว่าอำนาจรัฐและมีแนวโน้มไปสู่สถานการณ์ความรุนแรงในระดับที่
สังคมไทยไม่เคยสัมผัสมาก่อน(แรงและลึกในระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างมากกว่า ตุลา ๒๕๑๖-๑๙
และ พ.ค.๒๕๓๕ และอาจมากกว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕) ทั้งในกระบวนการขับเคลื่อน
ของทั้ง ๒ ฝ่ายคู่"ปฏิปักษ์"ทางการเมือง...โดยเฉพาะในด้าน"ยุทธการ"ยุทธวิธี ทั้งทางเปิดและปิด..
ทุกมิติไม่ว่าจะเป็นด้าน"มวลชน".."ข่าวสาร","ทุน","กองกำลัง" และ"อำนาจรัฐ"ทั้งนี้โดยมีแนวทางยุทธวิธี
การขับเคลื่อนในรูปแบบเดียวกับที่"
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย"ปฏิบัติการเมื่อปี ๒๕๔๘-๕๑

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า การประกาศ"ปฏิวัติประชาชน"ระดมมวลชนนับแสนคนมาขับไล่รัฐบาล
โดย"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"นั้น ส่งสัญญาณตรงถึง"คำตอบ"ในท่าทีการ"แตกหัก"กับฝ่ายตรงข้าม...
ขณะเดียวกันก็เป็นการ"ส่งสัญญาณ"เหมือนเป็นการ"ยืนยัน"ให้มั่นใจ
ไปยัง"แนวร่วม"ภายใน"กลุ่มเสื้อแดง"(ที่ไม่ใช่กลุ่มคนรักทักษิณที่เป็นมวลชน
จัดตั้งทางการเมืองของพรรคพลังประชาชนหรือพรรคไทยรักไทยเดิม)ที่ล่าสุดมีการยืนยัน
เป็นการ"ภายใน"ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)และรวมถึงฝ่ายรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
แล้วว่า "แนวร่วม"ที่เกิดขึ้นภายใน"ม็อบเสื้อแดง"ครั้งนี้"จริงจัง"ใน"เป้าหมาย"ในเชิงอุดมการณ์ที่เป็น"ปฏิปักษ์"
กับ"สถาบันฯ"ที่พวกเขาสรุปมานานแล้วว่าเป็น"อุปสรรค"ต่อกระบวนการประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศทุกมิติ
การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดังที่"จักรภพ เพ็ญแข"พยายามย้ำตลอดบนเวทีเสื้อแดงโดยใช้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐
เป็น"รูปธรรมตัวอย่าง"ของการเรียกร้องทวง"สิทธิเสรีภาพ" และ"ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"จากฝ่ายตรงข้าม
ที่เขากำลังต่อสู้และใช้สรรพนามแทนฝ่าย"ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย"ที่เขาพยายามอธิบายให้ชนชั้นล่างและชนชั้นกลาง
ที่เข้ารวมเข้าใจว่าหมายถึง"พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์"ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษและพวก

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"สัญญาณแตกหัก"ของ"ทักษิณ"ก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจจาก"แนวร่วม"
กระทั่งเข้าเปิดแนวรบตรงกับ"พล.อ.เปรม"ในฐานะ"ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"และการให้"พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
"เป็น"พยานปากสำคัญ"ในการแฉเบื้องลึกเบื้องหลังการนัดประชุมหารือกันที่บ้านของ"ปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา
"ของ"พล.อ.สุรยุทธ์ จลานนท์"และบุคคลระดับสูงในแวดวงตุลาการอย่าง"อัคราทร จุฬาลักษณ์"ฯลฯเพื่อตอกย้ำ
กับ"ข้อมูล"ที่เขาเคยระบุว่าถูก"ลอบสังหาร"ในห้วงเป็นนายกรัฐมนตรีหลายต่อหลายครั้ง..ที่ไม่เคยมีใครเชื่อ..
โดยครั้งนี้เขาได้ขยายความทันทีว่า จากบ้านของ"ปีย์" เกิดกระบวนการหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ"การลอบสังหาร"ตน
ตั้งแต่การเดินทางไปเชียงใหม่และที่สนามหลวง ที่มีการตั้งปืนที่ธรรมศาสตร์ และ เรื่องคาร์บอมบ์ที่ดักแยกซังฮี้
ในที่สุดจับผู้ต้องหาได้ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังสั่งการชื่อ"นายบัง"(พล.อ.สนธิ)..ทั้งนี้"ข้อมูลนี้"สอดรับกับปากคำของ
"พล.อ.พัลลภ"ที่ระบุว่า"นายปีย์"เคยเปรยกับตัวเองว่าให้"จัดการกับทักษิณ"อย่างใดอย่างหนึ่ง

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าผลจากการเปิดเบื้องหลังการพูดคุยกันที่บ้านของ"นายปีย์"และบุคคลในวงสนทนา
ต่างออกมายอมรับว่ามีการคุยกันจริงแต่ปฏิเสธว่าเป็นการวางแผนยึดนาจ"ทักษิณ"ทำให้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรง
กับความเชื่อถือของ"ชนชั้นกลาง"ที่สะท้อนผ่านภาพการมี"คนชั้นกลาง"เข้าไปร่วมกับ"ม็อบคนเสื้อแดง
"มากขึ้นเรื่อยๆโดย"สนธิลิ้มทองกุล"ได้พยายามเตือนเรื่องนี้ผ่านASTVของเขาไปยังรัฐบาลมานานแล้วว่า
ให้ระมัดระวังการเข้าร่วมของ"ชนชั้นกลาง"ที่จะเป็น"ตัวตัดสิน"ว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ..ทั้งนี้มีการสรุปกัน
ใน"วอร์รูม"หลายคณะแล้วว่าประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็น"จุดติด"ที่ทำให้สถานการณ์นำไปสู่ปฏิบัติการ"
ปฏิวัติประชาชน"
ดังที่"ทักษิณ"ประกาศมีความเป็นไปได้สูงมากยิ่งขึ้น

@@"
หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"สัญญาณ"แตกหักที่มีแนวโน้มความรุนแรงไปสู่การนองเลือด
ดังกล่าวเป็นที่ไม่สบายใจของ"ผู้ใหญ่"..โดยเฉพาะความไม่สบายใจที่การแตกหักดังกล่าว
จะนำไปสู่ผลสะเทือนครั้งใหญ่กับ"สถาบันฯ" ซึ่งมีผู้ให้คำแนะนำกับ"ผู้ใหญ่"ท่านนี้ถึงการจัดการปัญหานี้
ด้วย"การเจรจา"กับ"ทักษิณ"ซึ่งเป็นที่มาของการออกมาให้ข่าวจาก"ชัย ชิดชอบ"ประธานรัฐสภาบิดาของ"เนวิน
ชิดชอบ"แกนนำ"พรรคภูมิใจไทย" และท่าทีของ"สุเทพ เทือกสุบรรณ"รองนายกฯด้านความมั่นคงในห้วงสัปดาห์
ที่ผ่านมาที่ดูเหมือนจะพร้อมเปิดทางเจรรจา แต่ตั้งเงื่อนไขห้ามนิรโทษกรรม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่สน"ทักษิณ"
แต่กลับมีการตั้ง"วอร์รูม สื่อ"และทำการบล๊อกสัญญาณดาวเทียม ของ"ทักษิณ"ทางดีทีวี. -
รวมไปถึงความเคลื่อนไหวของ"เนวิน"ที่เข้าพบ"ป๋าเหนาะ"ในงานวันเกิดที่มีการระบุว่า
เป็นการขอให้ช่วยคุมสถานการณ์บางจุดที่ทางกลุ่มของเขาไม่สามารถควบคุมแต่ "ป๋าเหนาะ"
ที่ยังคงมีจุดยืนในเรื่อง"รัฐบาลแห่งชาติ"ปฏิเสธ

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของ"ม็อบเสื้อแดง"ที่ในทางการข่าว
ของฝ่ายความมั่นคงรวมถึงในทางการวางยุทธศาสตร์ม็อบสรุปตรงกันว่า"จุดติด"นั้น
ได้ตีคู่ขนานไปกับการเคลื่อนตัวของม็อบเสื้อแดงตามต่างจังหวัดกว่า ๔๐ จังหวัดทั่วประเทศ
ที่ทำให้"สุเทพ"และรวมถึงทีมงาน"บ้านป๋า"ต้องกลับมาประเมินอีกครั้งจากที่เตรียมใช้วิธีการ
"แข็งกร้าว"จากกำลังทหารที่ใช้โดย"อำนาจรัฐ"..

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า"สัญญาณ"ที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มข้างต้นได้เกิดขึ้นในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตั้งแต่การย้ายที่พำนักจากบ้านสี่เสาเทเวศน์ไปยัง"บ้านไร้กังวล"ในกองทัพภาคที่๒ ที่จ.นครราชสีมา
และการพยายามปลุกกระแสมวลชนในหลายพื้นที่หลายกลุ่มสังคมเพื่อให้กำลังใจ (ศิษย์เก่ามหาวิชิราวุธ,
ศิษย์เก่าสวนกุหลาบ(นำโดยวิเชียร,วีระ)
, วันนี้
(2 เม.ย.) นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชัน
ในฐานะศิษย์เก่าสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 90 กล่าวว่า ในวันนี้เวลาประมาณ
10.00 น. ตนจะนำศิษย์เก่าจากหลายรุ่นเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

สมาคม อปท,อบต.ของพรรคปชป., สมาคมคนใต้,สงขลาฯลฯ) รวมไปถึงการออกมาปฏิเสธว่าเป็น"ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"
และบงการการรัฐประหารของ"พล.อ.เปรม"และการออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านสื่อมวลชนของ"องคมนตรี"
หลายท่าน อาทิ "พล.อ.พิจิตร"(บิ๊กเสือ)ที่ถือเป็น"มือขวา"ของ"พล.อ.เปรม"ตั้งแต่ยุคในอดีต และ "นายอำพล เสนาณรงค์"
รวมถึงความเคลื่อนไหวออกมาชี้แจงของ"พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์"องคมนตรี และ"นายปีย์"และรวมถึง
"ตัวละคร"ในตุลาการอย่าง"อัคราทร"ก่อนหน้านี้

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่า ความเคลื่อนไหวและท่าทีนี้สอดรับกับการเคลื่อนไหว
เมื่อห้วงปลายสัปดาห์(ปลายเดือนมี.ค.๕๒)มีรายงานทางลับ ว่ามีการพูดคุยกันระหว่าง"ลูกป๋า"
ในระดับแกนนำพันธมิตรที่เป็น"นายทหาร"ยศนายพลที่เคยมีบทบาทอย่างสูงใน"การนำ"ในเหตุการณ์
"จลาจล"ที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ กับ "ลูกป๋า"ในบ้านสี่เสาฯ
ถึงทางออกในการใช้"มวลชนสู้มวลชน"โดย"ทหารลูกป๋า"ที่มีบทบาทในบ้าน ได้เตรียมประสานเชื่อมโยง
ระหว่าง"สุเทพ"กับ"สนธิ ลิ้มทองกุล"ในการใช้นำมวลชนของ"พรรคประชาธิปัตย์"และ"พันธมิตร"ที่มีอยู่
มาใช้ในแผนการนี้ ที่ทำให้มีการประเมินจากฝ่าย"เสื้อแดง"ว่า"ป๋าเปรม"ได้เข้าเล่นกับสถานการณ์นี้แล้วอย่างตั้งใจ
ซึ่งยิ่งทำให้ประเด็นนี้ถูกขยายผลไปถึงสถานการณ์ในอดีตที่"อดีตนายทหารยศพลตรี"รายนี้เข้าไปมีส่วนสำคัญ
ในฐานะ"ลูกป๋า"ที่มีความใกล้ชิดและมีเพื่อนเป็น"ยังเติร์ก"ในกองทัพเป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติการตั้งแต่
กรณีเหตุการณ์เดือนตุลาคม ๒๕๑๖-๑๙ จนถึง พ.ค.๒๕๓๕
และยิ่งเป็นการ"จุดชนวน"ให้"แอคตี้วิทต์"
จำนวนหลายคนที่เคยเข้าร่วมวางแผนการขับไล่ล้มอำนาจ"ทักษิณ"หันมาเข้าร่วมกับฝ่าย"เสื้อแดง"
พร้อมกับมีการชักชวน"ชนชั้นกลาง"ที่เคยเป็นกำลังสำคัญให้พันธมิตรฯมาเข้าร่วมด้วย

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์ที่ลุกลามและมีแนวโน้มที่จะเป็นอันตรายกับพรรคประชาธิปัตย์
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนในหลายประเด็นที่เกิดขึ้นทำให้"ชวน หลีกภัย"ต้องออกมาเตือน"สุเทพ"และ
"อภิสิทธิ์"อย่างแรงเป็นครั้งแรกว่า มีการไปทำอะไรโดยไม่มีการหารือ"ผู้ใหญ่"ของพรรค ทำให้พรรคเสียหาย
ซึ่งเรื่องนี้"บัญญัติ บรรทัดฐาน"เองก็เคยมีการหารือกันในวงหารือระดับผู้ใหญ่ของพรรคแล้วว่า
สถานการณ์นี้อันตรายกับพรรคประชาธิปัตย์ และไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ"สุเทพ"ที่นำพรรคถลำเข้าไปลึก
กับการร่วมเกมเป็น"รัฐบาล"ต่อจาก"รัฐบาลสมชาย"โดย"หักดิบ"และไม่สง่างาม

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าการออกมาพูดแรงของ"พล.อ.พิจิตร"โดยเฉพาะในประเด็น"เกาะเคย์แมน"
ซึ่งพาดพิงระบุถึง"ลาฟวอยส์"ฑูตสหรัฐคนเก่าว่าเป็นคนเปิดข้อมูลว่ามีการนำเงินไปซุกที่"เคแมน"ของ"ทักษิณ"
และ"ผู้นำอิตาลี"นั้นมีความเชื่อมโยงกับกรณีการเข้าพบ"ป๋าเปรม"ของ"ฑูตสหรัฐ"คนใหม่
(ที่ทำให้ป๋าเปรมต้องยอมเลิกหมายนัดกับศิษย์เก่าสวนกุหลาบ)
โดยประเด็นการคุยกันมี ๒ ข้อ
ข้อหนึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยที่ถูกระบุว่าป๋าและกองทัพมีความเกี่ยวข้อง
กับสถานการณ์รวมไปถึงการรัฐประหาร ๑๙ก.ย. และรวมถึงการให้ขอให้ไทยคลี่คลายปัญหานี้

โดยไม่ใช้วิธีการรุนแรงขณะเดียวกันก็มีการแจ้งถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของ
องค์กรสืบราชการลับของสหรัฐในประเทศไทย CIA ที่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับ"หัวหน้า"
ระหว่าง มาเลเซียกับไทย
ซึ่งข่าวนี้สร้างความไม่สบายใจให้กับ"ผู้ใหญ่"ด้วย


@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาขณะนี้มีเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับ
สถานการณ์การปะทะกันระหว่างอำนาจภายในประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงในระดับเสียเลือดเนื้อระยะยาว..

โดยจะมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ภายในประเทศไทย..ตั้งแต่เรื่อง"กษิต ภิรมณ์"ไปจนถึงสถานการณ์ความขัดแย้ง
ภายใน"องคมนตรี"ทั้งนี้จาก"การข่าว"มีการเตือนจากฝั่งเขมรถึงเพื่อน-ญาติของพวกเขาว่า
สถานการณ์จะรุนแรงและครั้งนี้ทหารเขมรเอาจริงตามคำสั่งของ"ฮุนเซน"นายกฯของพวกเขา
โดยมีการสั่งการให้ชุดกองกำลัง"มือหนึ่ง"ที่เคยปราบ"นายพลตาม็อก"และเคยรบกับไทยที่"ช่องบก" เข้ามาตรึงกำลังบริเวณเขาพระวิหารด้วย

http://www.periclespress.com/Cambodia_Khmer.html
The UN vote in November 1979 was the culmination of a year of strange occurrences.
As Vietnamese troops entered Phnom Penh on the morning of January 7, 1979,
two helicopters took off for Thailand.
Pol Pot was one of the passengers.
Pol would set up a new headquarters, Office 131, in July of 1979, at Mount Thom,
twenty miles from the Thai town of Trat.
The Thai General Chaovalit was ordered to provide protection for the headquarters.
He created Unit 838, a Thai Special Forces group. [5] Unit 838 would be assigned to guard Pol again in 1985


ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมีการประเมินจาก"หน่วยข่าว"ว่า
อาจเกี่ยวข้องกับ"ทักษิณ"และอาจเกี่ยวข้องกับแผนการดึงความสนใจของกองทัพ โดยภาค ๑ ของ
"พล.อ.ประยุทธ"นั้นถูกทิ้งไว้ที่ส่วนกลางและจะเผชิญกับ"มวลชน"ภาค๔ เผชิญกับสถานการณ์ ใต้
ภาค ๓ ถูกกลืนกับฝ่ายแดง ส่วนภาค๒ ที่"ป๋าเปรม"เข้าไปหลบในที่กำบังนั้นจะถูกล่อให้รบกับเขมร
จนไม่สามารถแบ่งกำลังเข้าไปช่วยส่วนกลางได้..ซึ่งการประเมินดังกล่าวเป็นที่มาของการปล่อย
ข่าวว่า"ทักษิณ"อยู่ในเขมรที่บ้านของ"ฮุนเซน"ของ"สนธิ ลิ้มทองกุล"

@@"หน่วยข่าวลับ"รายงานว่าการประเมินของ"หน่วยข่าว"มีการระบุว่าหลังวันที่ ๙ เม.ย.ไปจนถึงช่วงสงกรานต์
(ที่มีรายงานเบื้องต้นว่าด้วยสถานการณ์ที่จุดติดเสื้อดงจะไม่หยุดวันสงกรานต์เหมือนพันธมิตร)
สถานการณ์จะชัดเจนว่าการเจรจาระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจจะ"จบลง"อย่างไร(ซึ่งมีรายงานทางลับว่า
"ผู้ใหญ่"กำลังตัดสินใจกับการคงไว้ซึ่งบทบาทของคณะองคมนตรีชุดปัจจุบัน) โดยเฉพาะการ"ยกระดับ"
ของความรุนแรงที่มีลักษณะ"ตัวเปิด"และ"ตัวปิด"ที่จะมีการกระจายไปในหลายจุดในลักษณะก่อความวุ่นวาย..
โดยมีอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย.

Create Date : 05 เมษายน 2552
Last Update : 5 เมษายน 2552 11:05:11 น.

http://www.thaizhong.org/thaizhong/index.php/foundingthaichina-m/172-cor5.html
ตอนที่ 5 การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518
ที่มา 30 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ความร่วมมือระหว่างกัลยาณมิตร 2518-2548
ทัศนคติของคนไทยตลอดจนมติมหาชนที่มีต่อจีนโดยทั่วไปได้ดีขึ้นกว่าเดิมอัน
เป็นผลมาจากการติดต่อระหว่างไทยกับจีน และท่าทีของจีนที่เป็นมิตรต่อไทย
จุดหักเหสำคัญที่เป็นตัวเร่งการตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนคือการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอินโดจีน
ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะยึดอำนาจได้ในเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 และท่าทีที่แข็งกร้าวของเวียดนาม
ทำให้ผู้นำพลเรือนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
หัวหน้าพรรคกิจสังคม ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมี พล.ต.
ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
ตัดสินใจปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน
โดยจัดตั้งคณะทำงานภายใต้การนำของ นายอานันท์ ปันยารชุน
เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน และผู้แทนถาวรประจำองค์การสหประชาชาติ
ซึ่งประกอบด้วยนายเตช บุนนาค นายชวาล ชวณิชย์ จากกรมการเมือง นายสุจินดา
ยงสุนทร จากกรมสนธิสัญญา เพื่อเตรียมการเจรจาเปิดความสัมพันธ์
ฝ่ายจีนประกอบด้วยนายเคอะหวา อธิบดีกรมเอเชีย นายเฉิงรุ่ยเซิง รองอธิบดี
และเจ้าหน้าที่แผนกไทย จางจิ่วหวน หลิวหย่งชิง นายอานันท์ ปันยารชุน
และคณะ เดินทางไปเจรจากับฝ่ายจีนในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2518
เพื่อตกลงในรายละเอียดเกี่ยวกับการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

ประเด็นสำคัญของฝ่ายไทยคือ

1.การถือสัญชาติของชาวจีนในไทย
2.การสนับสนุนของจีนต่อพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
3.การค้าระหว่างไทยกับจีน

ประเด็นสำคัญของฝ่ายจีนคือ
1.ฐานะความเป็นจีนที่ถูกต้องเพียงรัฐเดียว
2.การมีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในประเทศไทย

http://blog.eduzones.com/olce/10320
1 ตุลา วันชาติจีน มีความสำคัญอย่างไร



วันชาติจีน
คำว่า “กั๋วชิ่ง(国庆)”
ในภาษาจีนหมายถึง กิจกรรมเฉลิมฉลองการสถาปนาประเทศ
ปรากฏครั้งแรกในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก (西晋) ทั้งนี้
สามารถสืบค้นได้จากผลงานประพันธ์ของลู่จี (陆机)
นักประพันธ์ที่มีชีวิตอยู่ในยุคดังกล่าว อย่างไรก็ดี
การเฉลิมฉลองวันชาติที่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
กลับไม่ได้มีความสลักสำคัญเท่ากับวันพระราชสมภพ (诞辰)
และวันขึ้นครองราชย์(登位) ของกษัตริย์แต่อย่างใด
(ในสมัยราชวงศ์ชิงถึงกับขนานนามวันพระราชสมภพว่าเป็น “เทศกาลหมื่นปี” 万岁节) ดังนั้น ชาวจีนโบราณจึงรวมเรียกวันที่กษัตริย์เสด็จขึ้นครองราชย์และวันพระราชสมภพว่าเป็น “วันชาติจีน” ขณะที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน (中华人民共和国) กลับยึดเอาวันสถาปนาประเทศเป็นวันชาติโดยถือเอาวันที่ 1 เดือนตุลาคมของทุกปี


http://www.intell.rtaf.mi.th/newsdetail.asp?id=1882
จีน
กำลังรบนิวเคลียร์ของจีน ประกอบด้วย
ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป (ICBMs)
อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs) และเครื่องบินทิ้งระเบิด
(Bombers) รวมทั้งสิ้น 275 ฐานยิง
และคาดว่าถือครองหัวรบนิวเคลียร์อยู่ประมาณ 225 นัด
จีน เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์
ที่มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack)
ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้
เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ
DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร

สหรัฐฯ
กำลังรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ประกอบด้วย
ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs ,
อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers
รวมทั้งสิ้น 1,074 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,170 นัด
และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 1,560 Megaton
สหรัฐฯ
เป็นชาติมหาอำนาจที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลก
มีระบบซัดส่ง เช่น ระบบอาวุธปล่อย ขีปนาวุธ อากาศยานทิ้งระเบิดระยะไกล
หรือ ระบบทำการยิงจากใต้น้ำ
ซึ่งสามารถนำพาหัวรบนิวเคลียร์ไปสู่เป้าหมายได้ทุกแห่งหนบนโลก
ด้วยเทคโนโลยีที่สูงกว่า และไม่มีที่ใดในโลกนี้ที่หัวรบนิวเคลียร์สหรัฐฯ
ไปไม่ถึง
สหรัฐฯ แสดงเจตจำนงมาโดยตลอด ที่จะถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้
เพื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติในระดับสูง
สุด ที่กระทบต่อความอยู่รอดของชาติ (Survival Interest)
กับใช้เพื่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์

รัสเซีย
กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย ประกอบด้วย
ขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป ICBMs ,
อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ SLBMs และเครื่องบินทิ้งระเบิด Bombers
รวมทั้งสิ้น 1,174 ฐานยิง ถือครองหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 5,972 นัด
และรวมอำนาจการทำลายที่คิดเป็นน้ำหนักระเบิด TNT มากกว่า 2,800 Megaton
รัสเซีย
เป็นประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพเป็นรองก็แต่เพียงสหรัฐฯ
มีขีดความสามารถที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack)
ได้ครอบคลุมทั่วโลก ด้วยขีปนาวุธที่ติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป
(ICBMs) อาวุธปล่อยจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ (SLBMs)
และเครื่องบินทิ้งระเบิด (Bombers) โดยมีจำนวนฐานยิง
และจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ มากกว่าสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น
ปฏิบัติการนิวเคลียร์ (Nuclear Operations) ต่อสหรัฐฯ
จะใช้เส้นทางผ่านขั้วโลกเหนือเป็นหลัก กับการใช้เรือดำน้ำนิวเคลียร์
เล็ดลอดเข้าไปจ่อยิง เพื่อให้มีเวลาการป้องกันเหลือน้อยที่สุด
เป็นที่คาดกันว่าหัวรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย
จะสามารถฝ่าข่ายการป้องกันของสหรัฐฯ ไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ได้จำนวนหนึ่ง
ซึ่งจะทำให้พื้นที่ 1/3 ของสหรัฐฯ ถูกทำลายสิ้น ดังนั้น
กำลังรบนิวเคลียร์ของรัสเซีย จึงถือเป็นภัยคุกคามอันดับ 1 ต่อสหรัฐฯ
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000119218
ผู้บริหารปทุวัน-อุเทนถวาย คาดมือที่สามจุดชนวนความขัดแย้งให้บานปลาย
8 ตุลาคม 2552 15:52 น.
จากที่ได้รับหารือร่วมกันระหว่างผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน
โดยได้ข้อมูลว่าในช่วงค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม
ได้มีชายนุ่งกางเกงขาสั้นใส่หมวกนิรภัยยิงปืนเข้ามาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตอุเทนถวาย ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 02.00 น.
ได้มีคนขี่จักรยานยนต์ไปไล่ยิงนักศึกษาปทุมวัน
ที่บริเวณด้านหน้าสถาบันขณะกลับจากงานเลี้ยง
โดยกระสุนถูกคนที่อยู่ใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ 1 ราย
ทั้งนี้ทางผู้บริหารสถาบันทั้ง 2
แห่งไม่แน่ใจว่าผู้ที่ก่อเหตุในช่วงค่ำวันที่ 6 ตุลาคม
เป็นนักศึกษาของทั้ง 2 สถาบันหรือไม่
ซึ่งอาจเป็นมือที่สามหรือผู้ไม่หวังดีที่ต้องการให้ความขัดแย้งระหว่าง 2
แห่งบานปลาย

ข่าวนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในกระทู้ แค่เอามาแปะไว้ดูเล่น


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Thu Oct 08, 2009 5:36 pm, ทั้งหมด 11 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Fri Sep 18, 2009 11:10 am

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sunnews&month=03-2009&date=31&group=9&gblog=55

"ทักษิณ"ชำแหละ"ป๋าเปรม" ยันตัวเองไม่เคยมีอะไรกับป๋า
(๓๑ มี.ค.๕๒)พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้ารายการบนเวทีผ่านระบบวีดีโอลิงก์ ว่า
วันนี้พลเอกเปรมบอกว่าไม่มีอะไรกับตน ตนไม่มีอะไรกับท่าน
แต่ท่านมีอะไรกับตนนั้นตนไม่รู้ ท่านอายุมากแล้ว
แต่ใส่เครื่องแบบเดินไปโรงเรียนเหล่าเพื่อด่าตนในช่วงที่เป็นนายกฯ
ส่วนพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีจะเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
แกนนำพันธมิตรฯพูดชัดเจนโดยที่ตนเห็นด้วยเป็นครั้งแรกคือคำว่ากล้าทำ
กล้ารับ เรื่องถามควรไปถามนายสุริยะใส กตะศิลา
ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯว่าใครอยู่เบื้องหลังปฏิวัติและเมื่อเสร็จแล้วก็
กระดี้กระด้าใหญ่ เรื่องนี้มันชัดอยู่แล้วโดยไม่ต้องแก้ตัว

อดีตนายกฯกล่าวว่า วันนี้คนไทยคงรู้แล้วว่า สิ่งที่พลเอกเปรมบอกว่าประเทศไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นนายกฯ แต่โชคดีหรือไม่นั้น ตนไม่รู้ แต่ที่แน่ๆนายอภิสิทธิ์โชคร้ายที่ได้นายกษิต ภิรมย์ มาเป็นรมว.ต่างประเทศ
เพราะมีความผิดครั้งใหญ่ในการปิดสนามบิน วันนี้นายกษิตออกมาพูดแล้วตนก็รู้ว่าบ้า สติไม่ดี
เพราะลูกน้องที่ไม่รักดีและไม่อยู่กับเราแล้วโบราณว่า ต้องตัดหางปล่อยวัด
เรื่องนี้ต้องถามนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทยอดีตรองนายกฯว่าการบริจาคเงินเข้ากองทุนสึนามิที่อเมริกา
แต่ขอดูหลักฐานบอกไม่มีแต่นายกษิตอ้างว่าขอจัดการเอง ตรงนี้น่าสนใจและตอนที่นายกษิตอยู่เยอรมัน
กระทรวงยังไม่มีคำสั่งแต่นายกษิตรีบไปลาประมุขเยอรมันโดยบอกว่าตนจะรีบใช้ตัว ทั้งๆที่ตนไม่ค่อยได้เรียกใช้เลย

อดีตนายกฯกล่าวว่า ส่วนพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าตนปราศรัยให้คนเสื้อแดงชุมนุมเพราะต้องการทำลาย
สถาบัน ทำเพื่อตัวเองและต้องการเปลี่ยนการปกครองนั้น ความวุ่นวายทั้งหมดในประเทศเริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์
ที่ไม่ทำการเมืองตามกฎเกณฑ์ พรรคนี้ไม่สามารถเอาชนะได้ก็ใช้วิธีอื่นๆ ไปเกาะท็อปบูท พันธมิตรฯ
และกลุ่มเพื่อนเนวิน ใช่ไหม คราวที่พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งจนนาย ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯสมัยแรก
เพราะนายชวนบอกว่ายึดมั่นระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านการปฏิวัติและเผด็จการ มันเป็นจุดยืนที่ถูกต้อง ประชาชนจึงเลือก
แต่ช่วงที่นายชวนเป็นนายกฯสมัยที่สองเพราะงูเห่า ตนขอบอกนายอภิสิทธิ์ว่า อยากเลียนแบบนายชวนนั้น
ต้องเลียนแบบครั้งแรก ไม่ใช่เลียนแบบงูเห่า อีกทั้งนายชวนไม่เคยเกาะท็อปบูทและไม่เล่นการเมืองนอกสภาเหมือนนายอภิสิทธิ์


อดีตนายกฯ กล่าวต่อว่า ตนไม่เคยมีจิตใจแม้แต่น้อยที่จะทำลายสถาบันหรือทำให้สถาบันเสียหาย
ช่วยคิดนิดเถอะ เกือบ6ปีที่เป็นนายกฯตนถวายงานรับใช้สถาบันอย่างไรบ้าง
ขอเล่าเล็กๆน้อยๆว่าตั้งแต่เป็นประเทศไทยมา มหาอำนาจ 3 ประเทศซ้อนมาเป็นพระราชอาคันตุกะ
คือ
อเมริกา รัสเซีย จีน ตนกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต เพราะปกติปีหนึ่งจะรับพระราชอาคันตุกะ
ปีละๆไม่เกิน 2 ครั้ง
รัสเซียขอเยือนอย่างเป็นทางการ อเมริกาก็เช่นกัน ตนก็ไปกราบบังคมทูลและทรงพระเมตตา
และตนกราบบังคับทูลล่วงหน้าว่าจีนกำลังมีผู้นำใหม่และจะมาร่วมประชุมเอเปก จะขอเข้าเฝ้าฯ
ตนก็ไปกราบบังคับทูลเพราะจีนมาเยือนนั้นจะเป็นประโยชน์กับไทย ถามว่าใครทำอย่างนี้ได้บ้าง
วันที่ผู้นำเอเปกมาประชุมนั้น ตนได้นำผู้นำเอเปกเข้าเฝ้าเพื่อสัมผัสพระหัตถ์

นี่คือความจงรักภักดีและถวายพระเกียรติให้ตลอดเวลา คนทำไม่พูด คนพูดไม่ทำ วันนี้ด่ามาก ตนจะพูดมาก
ด่าอีกพูดอีกเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเทิดทูนสถาบันเช่นเดียวกับตน


Create Date : 31 มีนาคม 2552
Last Update : 31 มีนาคม 2552 23:23:19 น.

อืมมม...นั่นสินะมีใครทำอย่างนี้ได้บ้างหว่า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253261722&grpid=03&catid=

วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:15:11 น.
มติชนออนไลน์

ทูตสหรัฐฯ ระบุ"เสื้อแดง"ชุมนุม 19 ก.ย.เป็นสิทธิ์ที่ทำได้

P { margin: 0px; }

นายอีริค จี จอห์น เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
เพื่อหารือเกี่ยวกับการเดินทางไปร่วมประชุมสหประชาชาติ ที่สหรัฐอเมริกา
ระหว่างวันที่ 21-27 ก.ย.นี้ โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง

จากนั้นนายอีริคให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.นี้
ว่า สหรัฐฯเป็นมิตรกับประเทศไทย การชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.นี้
เป็นการแสดงออกที่ทุกคนมีเสรีภาพ สามารถแสดงออกได้
และคิดว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะแสดงออกอย่างสันติ

เมื่อถามว่าเป็นห่วงในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่อยู่ใน
ประเทศไทยหรือไม่ นายอีริค กล่าวว่า ไม่
เรื่องการดูแลความปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องภายในของไทย
ทางสหรัฐฯคงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากนี้การที่รัฐบาลประกาศ
พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ก็ถือเป็นเรื่องภายในที่สามารถดำเนินการได้

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการหารือกับนายอภิสิทธิ์วันนี้ได้มีการสอบถาม
เกี่ยวกับปัญหาสถานการณ์บริเวณปราสาทพระวิหารหรือไม่ นายอีริค กล่าวว่า
เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างไทยกับกัมพูชา สหรัฐฯคงไม่เข้ามาแทรกแซง
จริงเหรอ


http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=406263

ทูตสหรัฐฯพบหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

18 กย. 2552 16:40 น.

นายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ
หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่อาคารที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถ.พระรามสี่
โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยนายยงยุทธ
ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียด ระบุเพียงว่าเป็นการมาเยี่ยมเยียนและพูดคุยเรื่องทั่วไปเท่านั้น
ส่วนตัวกับนายอีริคก็รู้จักกันเป็นการส่วนตัวโดยเป็นเพื่อนเล่นเทนนิสด้วย
กัน ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองของไทยแต่อย่างใด

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pol01200952&sectionid=0133&day=2009-09-20

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11516 มติชนรายวัน

3 ปี 19 กันยาฯ "ความเหมือนที่แตกต่าง"
บรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาลยามค่ำคืน วันที่ 19 กันยายน 2549 ดูเผินๆ
อาจไม่แตกต่างไปจากบรรยากาศในยามค่ำคืนของวันเดียวกัน เมื่อ 3 ปีก่อน

แต่ทว่า เป้าประสงค์ของชายชุดพรางนับพันนาย ที่ระดมกำลังเต็มอัตราย่ำคอมแบตเสียงดังกระหึ่ม
เรียงแถวอย่างพร้อมเพรียง ในวันวาน กับวันนี้แตกต่างกัน

ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ชายชุดพรางย่ำเท้าเข้ามาในทำเนียบ เพื่อปฏิบัติการ "ยึดอำนาจ"
จากรัฐบาล "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี

ภายใต้ชื่อเรียกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นผู้ก่อการ

แต่
3 ปีต่อมา เขาเหล่านั้น
กลับย่ำเข้ามาเพื่อปกป้องค้ำยันบัลลังก์ให้กับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์
เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจากการชุมนุมของ "กลุ่มเสื้อแดง" ในวันที่ 19
กันยายน 2552

โดยไม่ได้เอารถถังหรือปืนติดตัวมาด้วยเหมือนครั้งก่อน มีเพียงโล่และกระบองกับภารกิจ
ป้องกันผู้บุกรุกอย่างเต็มความสามารถ

ปฏิทินถูกฉีกไปแล้ว 3 ปี หลายภาคส่วนของสังคมไทยวันนี้ รำลึกถึงเหตุการณ์นั้นอีกครั้ง
ราวกับว่ามันเพิ่งผ่านมาเมื่อวันวาน
บ้างก็เข้าใจได้ในความจำเป็นที่ต้องตัดสินใจ
กระทำการบางอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด และเพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่รัก

บ้างก็บ่นว่า เป็นความเสียโอกาสของประเทศ เพราะเงื่อนไขปมปัญหาต่างๆ หาได้หมดไป
ซ้ำยังทวีความร้อนผ่าวมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเลือกข้างความแตกแยกของคนไทยด้วยกันเอง
และการพาดพิงต่อสถาบันอันเป็นที่รักหาได้เบาบางลงแต่อย่างใด

ทุกวันนี้ คนไทยแบ่งออกเป็นสีๆ เกือบครบทุกแม่สีทั้ง "สีเหลือง" "สีแดง" "สีน้ำเงิน"

บรรยากาศคืนวันที่ 18 กันยายน 2552 ในรั้วทำเนียบผ่อนคลายกว่าคืน วันที่ 19
กันยายน 2549 ที่ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ ในฐานะรักษาการนายกฯ
กับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ
ต้องกุลีกุจอชิงจังหวะเข้ามาเก็บกวาดเอกสารสำคัญ
ในกระเป๋าเจมส์บอนด์สีดำใบใหญ่ ประกอบด้วย คำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และคำสั่งปลด
พล.อ.สนธิ ผู้ก่อการ โดยหัวใจสำคัญคือ แฟกซ์ลงลายมือ พ.ต.ท.ทักษิณเพื่อเป็นกุญแจ
ไขฉากการต่อสู้กับอำนาจกระบอกปืน

นพ. พรหมินทร์หายใจถี่ไม่เป็นจังหวะ เมื่อภารกิจในมือของเขา
ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน กับการตั้งกองกำลังต่อต้านการปฏิวัติ
ที่กองบัญชาการทหารสูงสุด (บก.สส.) ถนนแจ้งวัฒนะ ที่มี พล.อ.เรืองโรจน์
มหาศรานนท์ ผบ.สส. ในกางเกงขาสั้นสูบบุหรี่ควันโขมงนั่งรออยู่อย่างเคร่งเครียด
พอๆ กับอาการกระสับกระส่ายของ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาล
ที่เดินไปเดินมาอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณที่นิวยอร์ก อีกฝั่งโลก

นาทีนั้น ไม่มีใครไว้ใจใคร รถยนต์ของ 2 ขุนพลทักษิณต้องค่อยๆ ย่องอย่างเงียบๆ
ในยามราตรี สับหลีก หลบเลี่ยง ความเสี่ยงทุกประการ อย่าให้ถูกรวบตัวได้

แม้เขาทั้งสองจะได้กลิ่นไม่ดีมาแต่ต้นหลายเดือน ตามที่ พล.ต.อ.ชิดชัยระบุ
แต่ด้วยความมั่นใจเครือข่ายในกองทัพ ที่มี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ
อยุธยา รมว.กลาโหม กุมบังเหียน คอยเช็คอุณหภูมิอยู่ทุกนาที

กับคำพูดยืนยันของ พล.อ.ธรรมรักษ์ในเช้าวันประวัติศาสตร์ก่อนการประชุม ครม.
นายทหารมาดนักบู๊คนนี้ ยืนยันกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย ว่าไม่มีอะไร
เป็นการสับเปลี่ยนกำลังเฉยๆ

ผลตอบรับของข้อมูลในเช้าวันนั้น นายภูมิธรรมได้สัมผัสโดยตรงกับตัวเอง เพราะเขาต้องจำใจ
ย่างเข้าถ้ำเสือเพื่อพบกับ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.วินัย ภัททิยะกุล เลขาธิการ คมช.ที่บ้านเกษะโกมล

เพื่อยืนยันว่า เขาจะไม่ช่วย พ.ต.ท.ทักษิณต่อสู้กับอำนาจรัฐประหารอีก ขณะที่ พล.อ.ธรรมรักษ์
ได้หายตัวไปเป็นแรมปี

"ในคืนยะเยือก 7 ขุนพลทักษิณ ใต้ปฏิบัติการลับ-ลวง-พราง" เป็นหนังสืออ่านสนุก
เหมือนผู้อ่านเป็นตัวละครในหนังสือ มีจังหวะลุ้นจังหวะโล่ง

แม้ความพยายาม "สู้" ของขุนพลทักษิณเหล่านั้น จะไร้ผล แต่นาทีของการต่อสู้
ล้วนมีคุณค่าในเชิงประวิติศาสตร์การเมือง

ไม่มีใครการันตีได้ว่า คำบอกเล่าจากฝ่ายเสียอำนาจ หรือผู้แพ้ ทุกพยางค์จะเป็นจริง
หากแต่การเปิดใจกว้าง รับฟังเสียงจากทุกฝ่ายรอบด้านแล้วใช้สติปัญญาเป็นตาชั่ง
มากกว่าความเชื่อ

จะทำให้ผู้อ่าน ได้ลิ้มรสประวัติศาสตร์ อย่างมีสติ

เป็นเหรียญอีกด้าน จากปาก 7 ขุนพลทักษิณ ได้แก่ พล.ต.อ.ชิดชัย นพ.พรหมินทร์
นายภูมิธรรม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายวิษณุ เครืองาม นายยงยุทธ ติยะไพรัช
และนายเนวิน ชิดชอบ

ที่
ผู้เขียน อิศรินทร์-หทัยกาญจน์-จำนง เหยี่ยวข่าวการเมือง หวังว่า
คงไม่ต้องเขียนหนังสือภาคต่ออีก สำหรับการยึดอำนาจในครั้งต่อไป...


หน้า 11

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=791&forum=4&page=11&PHPSESSID=d2cace8e8ef7ab23d77c2aab98141eae
บันทึกประเทศไทย 2550 สถานการณ์สามก๊กในประเทศไทย ตอนที่ 5 (ตอนจบ)

แบบจำลองของประเทศไทยนับจากนี้ถึงอนาคตในอีก 10 ปี
จะถูกวิเคราะห์และสร้างให้เห็นในบทความนี้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อจุดมุ่งหมายเดียว นั่นคือ หากจะต้องรับกับสถานการณ์เลวร้ายสุดขั้วอย่างน้อยที่สุด
ก็จะต้องมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เตรียมตัวไว้พร้อมจะรับมือกับความเลวร้ายนั้น
และนั่นอาจเป็นกลุ่มคนที่เป็นความหวังสุดท้ายของแผ่นดินนี้ภายใต้เงื่อนไขของการเป็น
กลุ่มชนที่เหลือรอดอยู่ท่ามกลางหายนะครั้งประวัติศาสตร์โดยการยึดมั่นต่อ
คำสอนของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้ของแผ่นดินนี้
คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช.

เส้นเวลาของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่ถึงคราวต้อง เปลี่ยนยุคสมัย
เมื่อเหล่าผู้เป็นตัวแทนของยุคสมัยจำนวนมากในแผ่นดินนี้ได้เริ่มทยอยพากันสิ้นชีวิต
และทิ้งผลงานทั้งชั่วดีทั้งหลายเอาไว้เบื้องหลัง

เหล่าผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ เหล่าผู้สร้างรากฐานของสังคมไทยนับเป็นเวลาหลายสิบปี
ไม่ว่าจะทิ้งอะไรไว้ ผู้ยังมีชีวิตก็คือผู้ที่ต้องรับผลจากการกระทำทั้งหลายนั้น
และกิจกรรมของสังคมก็ยังดำเนินไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
ทั้งการสร้างสรรค์ และ ทำลายล้าง ของผู้เชื่อมั่นต่อการกระทำของตนเอง
ต่อการยึดถือในแนวคิดที่เชื่อว่าถูกต้อง เหมาะสมกับตนเอง
ซึ่งก็เป็นเหมือนวัฏจักรของสิ่งที่เรียกว่า คน

เมื่อพิจารณากันอย่างตรงๆ เราทุกคนก็เหมือนมีชีวิตเพื่อสนองตอบต่อ
ความคิดอ่านความคิดเห็นของตนเองเท่านั้น !!!

เรามาเริ่มต้นบทความตอนจบกัน...

มาทบทวนความรู้พื้นฐานความรู้เรื่องโครงสร้างการปกครองของประเทศไทยกันหน่อยนะครับ

ตลอดเวลามากกว่า 700 ปีมานี้ การพัฒนาอารยธรรมของไทยวางอยู่รากฐานของ
การเป็นแผ่นดินที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ ในฐานะของผู้รวบรวมแผ่นดินจนเป็นหนึ่ง
และสร้างรูปแบบการดำรงชีวิตที่ยึดมั่นอย่างหนักแน่นต่อ แนวทางความเชื่อ
และรูปแบบการดำรงชีวิตด้วยคำสอนของศาสนาพราหมณ์ และ ศาสนาพุทธ
ซึ่งถือได้ว่าเป็นแนวคิดระดับแก่นกลางของโลกที่มีอายุยาวนานนับได้หลายพันปี
เป็นสุดยอดอารยธรรมของโลกซีกตะวันออก

หนึ่งในเหตุผลแรกเริ่มที่ทำให้ชนชาติไทยดำรงอยู่มาได้จนถึงวันที่ท่านได้อ่านบทความนี้
โดยไม่เคยถูกทำลายให้สูญหายไปจากบันทึกทางประวัติศาสตร์โลก ก็เพราะ
รากฐานความเชื่อและการดำรงวิถีชีวิตด้วยการยึดมั่นต่อศาสนาดังที่กล่าวมา
โดยมีต้นแบบของการรวมศูนย์การปฏิบัติตนเองอย่างเหมาะสมที่ พระมหากษัตริย์!!!

ดังนั้นแล้วโครงสร้างแรกเริ่มของการเป็นชนชาติจึงผูกเอาสองสิ่งไว้ร่วมกัน นั่นคือ
ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ เป็นรากฐานแรกเริ่มที่ทำให้รูปร่างของชนชาติ
ที่เรียกว่าไทยยังเป็นชนชาติอยู่ได้และด้วยสองสิ่งนี้เองที่ทำให้
ผู้อาศัยอยู่ในขอบเขตของแผ่นดินที่เรียกว่าไทย
สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปรกติสุข ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวายใจ
ไม่สับสนไปด้วยสิ่งแปลกปลอมหรือมลภาวะทางความคิด จากดินแดนอื่นๆ

เมื่อผู้คนส่วนใหญ่ในแผ่นดินเชื่อมั่นต่อองค์กษัตริย์ผู้ยึดมั่นต่อนิติราชประเพณี
ที่ผูกพันกับศาสนาการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปเชิงวัตถุจึงเกิดขึ้นอย่างสมดุล
กับการที่จิตใจได้รับการปลูกฝังเรื่องแนวคิดทางศาสนา หรือที่เรียกว่า
ศีลธรรมระดับบุคคล นั่นคืออดีตกาลของชนชาติของเรา

ดังนั้นปัญหาต่างๆทางสังคมจึงมีน้อยมากจะมีที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
ของแผ่นดินนี้ก็จะมีแค่สงครามระหว่างไทยกับดินแดนอื่นเช่นพม่า หรือ
การรุกรานของประเทศที่พยายามล่าเมืองขึ้น ซึ่ง พระมหากษัตริย์
ก็เป็นผู้แบกรับหน้าที่ในการเผชิญหน้ากับอันตรายเหล่านั้นเป็นคนแรกเสมอมา
และก็ถูกลืมเลือนไปเกือบหมดแล้วในเวลาปัจจุบัน

และเมื่อถึงคราวผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในแต่ละครั้งปัญหาจึงน้อยมากเพราะ
โครงสร้างของนิติราชประเพณีได้ตีกรอบของผู้จะขึ้นเสวยราชสมบัติ จะต้อง
ถูกผูกมัดด้วยภาระอันหนักหนาต่อความรับผิดชอบในทุกชีวิตบนแผ่นดินของพระองค์
ไม่เพียงแค่นั้น มณเฑียรบาลที่แข็งแกร่ง ประกอบกับหลักธรรม
อันเปรียบได้กับเส้นทางพระราชดำเนินที่สร้างจากเหล็กเพชรสำหรับกษัตริย์ไทย
นั่นคือ หลักธรรมข้อทศพิธราชธรรม ทำให้ โลกนี้จึงไม่มีสิ่งใดทำลายพระเกียรติยศ
ของพระมหากษัตริย์ไทยได้ นั่นเพราะสิ่งที่ทรงเป็นคือสิ่งที่ผู้มีศีลธรรมประจำใจ
ต่างพากันก้มกราบได้อย่างหมดจิตใจด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เพราะต่างรู้ว่า กษัตริย์ของตนทำทุกสิ่งอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชน!!!

และเบื้องหลังของพระมหากษัตริย์ไทยนับจากอดีตกาลทั้งที่ปรากฏให้พบเห็น
ในประวัติศาสตร์และไม่ได้รับการบันทึกเอาไว้ให้เป็นที่รู้จัก ก็คือ
เหล่าผู้ที่ทุ่มเทด้วยชีวิตเพียงเพื่อจะทำหน้าที่ถวายงานต่อองค์พระมหากษัตริย์
อย่างเต็มกำลังสามารถด้วยความภักดีอย่างถึงที่สุด
พร้อมด้วยปวงประชาที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีและถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติในเรื่อง
ของการเป็น “ผู้มีศีลธรรมมั่นคงในจิตใจ” เป็นที่ประจักษ์เป็นผู้ทำหน้าที่
ต่างพระเนตรพระกรรณ์ผู้ที่พระมหากษัตริย์จะทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัย
ได้เต็มเปี่ยมและเป็นผู้ที่ทรงเรียกเขาและเธอเหล่านั้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและ
แบบอย่างอันควรแก่การทำตามว่า “ผู้ปิดทองหลังพระ”

“ เธอมาช่วยฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้เป็นสิ่งตอบแทน นอกจากความรู้สึกที่เป็นสุข
จากบุญกุศลที่ได้จากการช่วยเหลือผู้คน “ ( คำกล่าวจากใครคนหนึ่งที่ทำให้
ผมติดตรึงในความทรงจำไว้เสมอจนชั่วชีวิต )


ในแต่ละรัชสมัยแผ่นดินนี้ได้รับการทดสอบมากมายถึงความสำคัญและความจำเป็น
ยิ่งยวดในอันที่จะต้องมี สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะอดีตกาลนับตั้งแต่แรกเริ่ม
มีชนชาติหรือในวันนี้ และ เรื่อยไปจนถึงอนาคตแต่สิ่งที่กำลังเป็นไปวันนี้ในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังมาและการท้าทายครั้งใหม่ของความอยู่รอด
เป็นชาติของผู้คนในแผ่นดินนี้ก็ถูกทดสอบอีกครั้งและมันจะนำพาไปสู่
คำตอบหนึ่งเดียวในที่สุด

ณ เวลาปัจจุบัน เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2550 ถึง 2560

จากนี้จะเริ่มต้นการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ข้อมูลต่างๆ อย่างถึงที่สุด
เพื่อสร้างแบบจำลองที่มีความเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทยนับจากวันนี้
และขอเริ่มด้วยคำกล่าวสองประโยคนี้


....................... หากวันใดสิ้นไร้พระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว ..........................
....................... ผู้คนในแผ่นดินจะลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันเพื่อชิงความเป็นใหญ่ .........................


สองประโยคข้างต้นนี้เป็นความเห็นของผู้ที่ผ่านร้อนหนาวในการทำงาน
ในกองทัพอากาศจนถึงวันที่ท่านลาออกพร้อมยศพลอากาศโทที่ถือได้ว่า
เป็นหนึ่งในผู้ที่มีเกียรติภูมิสูงสุดท่านหนึ่งในกองทัพอากาศ
ด้วยความซื่อตรงต่อความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของท่าน
และเป็นเกียรติที่ท่านผู้นี้ได้สละเวลาในการวิเคราะห์ อรรถาธิบายในประเด็นนี้

ซึ่งสอดรับกับความเห็นของ นักคิด นักวิเคราะห์ไม่เฉพาะในประเทศไทย
ที่ต่างเฝ้ามองประเทศไทยมาอย่างยาวนานและต่างลงความเห็นว่า
ประเทศไทยมีแกนหลักที่พระเจ้าอยู่หัวส่วนเนื้อในและโครงสร้างของชาติ
ในส่วนอื่นๆได้ถูกกัดเซาะบ่อนทำลายและไม่เหลือสภาพที่จะทำงานใดๆ
เพื่อการรักษาสภาพของการเป็นชนชาติไว้ได้อีกแล้วในเวลานี้โครงสร้างอันประกอบด้วย

โครงสร้างศาสนา ที่เปลี่ยนแปลงบิดเบี้ยวและไร้เหตุผลมุ่งเน้นแต่พิธีกรรมและ
หนักข้อจนถึงขั้นไม่รู้ว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่าง เจตนารมณ์คำสอนของพระศาสนา
กับวัตถุและพิธีกรรม ที่สร้างกระแสให้คนเชื่อว่า วัตถุนำพาความมั่งมีและความสุข
มาสู่ผู้คนที่ครอบครองแทนที่การศึกษาและเข้าใจถึงหนทางการพบความสุข
ด้วยการหยุดสะสมซึ่งวัตถุและเติมเต็มกิเลสที่ไม่มีวันเต็มของตนเอง

โครงสร้างภาคราชการ ที่วันนี้กลายเป็นกลไกที่เหมือนดินแดนลี้ลับที่มีตัวตนอยู่เพียง
เพื่อหล่อเลี้ยงตนด้วยเงินภาษีที่รีดจากทั่วแผ่นดินมาเพื่ออยู่รอดโดยไม่รู้ว่า
ตนเองจะดำรงสภาพไปทำไมเมื่อไม่สามารถผลักดันการบำบัดทุกข์สุขของประชาชน
ทั่วทั้งแผ่นดิน และมีสภาพไม่ต่างกับต้นไม้ยืนต้นตาย หรือ ตาลยอดด้วน

โครงสร้างภาคเอกชน ที่วันนี้กลายเป็นซากปรักหักพังที่รอวันพังครืนลงมาทับ
คนที่เป็นผู้ประกอบการที่พยายามยึดโยงโครงสร้างธุรกิจของตนเองเอาไว้
อย่างสุดกำลังเพียงเพราะมันคือ หยาดเหงื่อแรงกายหยดเลือดของตนเองและ
บรรพบุรุษที่สร้างไว้ให้แก่ตระกูลแต่ละตระกูล ซึ่ง ก็ยังไม่พบว่าแสงสว่าง
ปลายทางที่จะทำให้รอดพ้นจากการพังทลายทางเศรษฐกิจ

โครงสร้างภาคสังคม ที่ วันนี้ถูกตัดขาดจากทุกระบบการช่วยเหลือจากรัฐ
เน่าหนอนไปด้วยการก่ออาชญากรรมและการพอกพูนปัญหามากมายที่กำลังกัดกินตัวเอง
และ ท้ายสุด มิคสัญญีที่เกิดจากภาคสังคม จะกลายเป็นแผลเรื้อรังที่ลุกลามไป
ทุกระบบของประเทศจนไม่สามารถยับยั้งและเมื่อถึงเวลานั้น เราคงได้เห็นการทุบหัวคนกันสดๆ
เพียงเพราะต้องการแย่งชิงสิ่งของ เงินทอง อาหาร โดยที่ระบบกฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้

โครงสร้างภาครัฐ ที่ วันนี้ได้หยุดทำงานไปแล้ว แม้จะมีความพยายามสร้างภาพว่า
รัฐมีผลงานและการขับเคลื่อนมากมายแต่นั่นก็เป็นภาพลวงตาที่เกิดจากการพูดชี้นำ
โดยผู้นำรัฐบาลที่ถูกครอบงำด้วยผู้มีอำนาจตัวจริงที่วันนี้กำลังสร้างสม
ฐานกำลังมวลชนขึ้นมารองรับตนเองอย่างเต็มที่ที่รู้กันอยู่ว่าใคร ?

และผลงานที่มีแต่ในหน้ากระดาษและคำพูดที่ไม่อาจจับต้องมองเห็นได้จริง
ที่กำลังดำเนินไปในสภาเป็นเครื่องบ่งบอกยืนยันได้เป็นอย่างดีของระบบกลียุค
ที่เกิดขึ้นครั้งใหม่และอาจเป็นครั้งสุดท้าย

โครงสร้างกองทัพ ที่ วันนี้ยังเป็นกองทัพไทยที่ว่ากันโดยเนื้อแท้นั้น
หมดแล้วซึ่งขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลในการที่จะปกป้องอธิปไตย
จากการรุกรานของชาติอื่น หากต้องเผชิญหน้ากับกำลังรบที่เหนือกว่า
และหากจะให้เห็นภาพชัด วันนี้ หากมีการรุกรานประเทศไทยทั้ง ทางบก
เรือและอากาศ ประเทศไทยจะถูกยึดได้ทันทีโดยง่าย ในเวลาไม่ถึง 1 ชม.
หรืออาจน้อยกว่านั้น และเหตุการณ์ในภาคใต้ของไทยก็ชัดเจนพอแล้ว
ที่จะยืนยันความเป็นจริงนี้


โครงสร้างเศรษฐกิจ วันนี้เศรษฐกิจของประเทศกลายเป็นเรื่องที่เหมือนหมอกควันพิษ
ที่กำลังฆ่าภาครัฐและ ภาคส่วนต่างๆ ด้วยการปกปิดลับสุดยอดในทุกข้อมูลที่จะนำไปสู่
การรับสภาพที่แท้จริงว่าประเทศไทยวันนี้ ล้มละลายไปแล้วด้านเศรษฐกิจภายใต้
การสร้างภาพโดยภาครัฐว่ายังเดินหน้าไปต่อได้

โครงสร้างของสถาบันกษัตริย์ วันนี้เป็นโครงสร้างหลักที่เปรียบได้กับระบบสุดท้าย
ที่ยังทำงานอยู่ เพื่อค้ำจุนทุกระบบให้ยังมีรูปร่างดูว่ายังเป็นประเทศไทย แต่เมื่อวันใด
ที่แกนกลางของระบบสถาบันหยุดทำงาน เนื่องจากการท่วมทะลักของปริมาณปัญหา
ของแผ่นดินในภาคส่วนต่างๆ เกินขีดความสามารถของสถาบันกษัตริย์ที่จะตรึง
โครงสร้างทั้งหมดเอาไว้เมื่อถึงเวลานั้นโครงสร้างสุดท้ายนี้จะถูกฉีกกระชากทำลาย
ด้วยมือของผู้คนในแผ่นดินไทยเอง และนั่นหมายถึง “คนไทยทุกคนจะต้องมีส่วน
รับผิดที่เป็นตราบาปไปชั่วกาลนานที่ตนเองกลายเป็นคนเข่นฆ่าสถาบันที่สร้างแผ่นดินนี้
มาแต่แรกเริ่มและเป็นเวลาสิ้นสุดของบทบาทหน้าที่ของ สถาบันกษัตริย์ที่ยังมั่นคง
กับการทำหน้าที่จนถึงวินาทีสุดท้าย”

กลไกของประเทศจากที่ลำดับมานั้น มันคือภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่จะมีทิศทางดังนี้
ไปจนถึงอนาคต ซึ่งพยายามอย่างเต็มที่เพียงใดก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
ไปในทางที่ดีกว่านี้ได้เลย ใน เวลานับจากนี้ 5 – 10 ปี

นั่นเพราะโครงสร้างทั้งหมดของชาติ ได้มาถึงจุดที่หมดสิ้นสภาพอย่างแท้จริงก็เนื่องจาก
พลเมืองของประเทศนี้หมดสิ้นซึ่งศักยภาพในการพัฒนาชาติในทุกๆด้านไปหมดสิ้นแล้วนั่นเอง !!!

สาเหตุที่ทำให้พลเมืองของประเทศไทยหมดสิ้นศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ก็เพราะ
สิ่งที่เรียกว่า “การล่มสลายของความคิดดั้งเดิมของความเป็นชนชาติไทย”
ซึ่งหมายถึงสังคมทั้งระบบสร้างการยอมรับให้สิ่งแปลกปลอมต่างๆอันเป็นมลพิษ
ทางความคิดไหลทะลักเข้ามาสู่แผ่นดิน สู่ผู้คน สู่ลูกหลาน โดยไม่มีการจัดการควบคุม
กลั่นกรองใดๆ และมันแทรกซึมเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตแทนที่ อารยธรรม
ที่เคยเป็นวิถีชีวิตของคนไทยแต่ดั้งเดิมจนหมดสิ้น และเรามักเรียกว่า
เป็นผลพวงจากความล้มเหลวของระบบการศึกษาชาติ ซึ่งไม่มีหนทางใดจะกอบกู้
ระบบนี้กลับมาได้อีกแล้ว เหมือนระบบอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

วันนี้ เราจึงได้เห็น การขายเครื่องสำอางและสินค้าฟุ่มเฟือย และ วัตถุสารพัดรูปแบบ
แทนที่การให้การศึกษาที่มีประสิทธิภาพและการปลูกฝังมรดกทางวัฒนธรรมทุกชนิด
ลงในตัวของคนรุ่นต่างๆ และนี่คือข้อเท็จจริงที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ และเด็กไทย
อย่างน้อย 3 ชั่วอายุคนนับจากนี้ จะเป็นคนปิดฉากประเทศไทยของตนเอง

ด้วยการถูกทำให้กลายเป็น ทาส หรือ พลเมืองชั้นสองของ ผู้ปกครองจากแผ่นดินอื่น
ซึ่งทุกวันนี้ ผู้ปกครองจากแผ่นดินอื่น
ก็ได้ปกครองคนไทยรุ่นใหม่ๆไปแล้ว
ด้วยการใช้พลังอำนาจทางธุรกิจและประเทศไทยที่ไม่หลงเหลือซึ่งทรัพยากรบุคคล
ชั้นยอดระดับประเทศอีกต่อไปก็จะมีสภาพเป็นฟาร์มผลิตวัตถุดิบของโลกที่ถูกกำหนด
ให้เป็นแค่แหล่งผลิตอาหารส่งไปให้ประเทศที่มีอิทธิพลเหนือกว่า แหล่งผลิตผู้หญิง
ที่จะใช้สำหรับการแพร่พันธุ์ของชาติที่มีอำนาจมากกว่าแหล่งผลิตปัจจัยต่างๆ
ที่จำเป็นต่อการอยู่รอดของชาติอื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับคุณประโยชน์ใดๆ
นอกจากการแค่การได้แค่การกินเพื่ออยู่รอดของประชาชนที่เป็นแรงงานชั้นต่ำ
ที่จะหมายถึง คนไทยทุกคนที่มีชีวิตและได้เกิดมาใหม่ในรุ่นต่อๆไป ซึ่งไม่อาจคาดได้ว่า
จะต้องใช้เวลาอีกกี่ชั่วคนถึงจะสามารถสร้างชาติและสร้างสมอารยธรรมกันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
จนเป็น เอกเทศ เป็นไท แก่ตนเอง

ในขณะที่แผ่นดินได้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพไปเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบต่างๆแก่ชาติอื่น
คนในแผ่นดินไทยในอนาคตนับจากนี้ก็จะมีการแตกเป็นส่วนๆและการสร้างสมกำลังคน
และอาวุธเพื่อการยกเข้าทำสงครามขยายดินแดนมีผู้นำที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
โลภโมโทสันใช้กำลังและอำนาจขู่เข็ญคนไทยด้วยกันให้เกิดความเกรงกลัวต่อความเจ็บปวด
และความตาย สร้างระบบการปกครองของตนเองขึ้นมาและใช้มันเป็นเครื่องมือใน
การสร้างผลผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนซื้อขายกับชาติอื่นๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือแผ่นดินไทยก่อนนี้


ซึ่งเวลานั้นจะปรากฏกองกำลังมากมายในชื่อต่างๆ ที่จะอ้างเรื่องราวสารพัดและ
ใช้สื่อเพื่อการสร้างภาพให้กับตนเองเป็นข้ออ้างในการ เข่นฆ่าคนไทยที่แตก
เป็นหลายก๊กหลายพวกหลายเหล่า ...

หากแบบจำลองนี้จะเกิดขึ้น นั่นก็เพราะมันคือชะตากรรมของแผ่นดินไทยแห่งนี้
หลังยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันไปแล้ว !!!


และหากสิ่งนี้จะเกิดขึ้น นั่นก็เพราะ เหล่าผู้จงรักภักดีทั้งแผ่นดินไม่อาจพานพบ
ซึ่งการรวมตัวกันเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และ ผู้สืบทอด
แห่งราชบัลลังก์ได้อีกต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่ต่างสาบานตนด้วยชีวิต
ที่จะปกป้องราชบัลลังก์และผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวจะสามารถรวมตัว
รวมกำลังกันได้อย่างแท้จริงเพียงใด และใช้พลังของการรวมกันนั้นเข้ายื้อรั้ง
โครงสร้างชาติทั้งหลายที่พังไปหมดแล้วนั้นอีกครั้ง เพื่อทำการฟื้นระบบของชาติ
ที่พังไปแล้วนั้นขึ้นมาใหม่แต่นั่น หมายถึง การที่สุดยอดนักคิด นักปราชญ์ และ
ยอดคนทุกสาขาอาชีพจากทุกหนแห่ง จะต้องมาร่วมมือกัน พร้อมด้วย
การปรากฏตัวของเหล่าพระอริยเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยอภิญญาญาณ และ
วัตรปฏิบัติอันล้ำลึกที่เร้นกายทั่วแผ่นดิน มาเป็นผู้นำจิตวิญญาณในยามนั้น
ซึ่ง มันเป็นเหมือนกับคำว่า “ ปาฏิหาริย์ “ ซึ่งมีโอกาสน้อยกว่า 1 ใน แสนล้าน
ที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

สุกฤษณ์ อุดมเดชวัฒน์ ( ธุลีพระบาท )

23 พ.ค. 2550

http://www.cgi2you.com/members/message/tuleeprabath/00040.shtml
https://khunnamob.globat.com/backup/thaimisc/www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php-user=mscc2&topic=1246.htm


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Tue Sep 29, 2009 10:09 am, ทั้งหมด 8 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Sep 19, 2009 9:57 am

http://www.thaipost.net/news/190909/10973

เกมการเมืองที่เขาพระวิหาร

บทบรรณาธิการ

19 กันยายน 2552 - 00:00

แม้ในข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
ด้านเขาพระวิหารจะอยู่ในระหว่างการรอเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาเขต
แดนในบริเวณพื้นที่พิพาทที่ยังหาข้อตกลงไม่ได้ แต่ในสถานการณ์จริง
กำลังทหารในพื้นที่ทราบดีว่ามีความตึงเครียดขนาดไหน
เหตุเพราะกำลังที่ตั้งประชิดกันในระยะห่างพอสมควร
แต่สำหรับทหารที่ติดอาวุธครบมือนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะมีเรื่องกันได้ง่าย
ที่สำคัญกลยุทธ์ของทหารกัมพูชาในการรุกคืบในลักษณะที่ทหารไทยเผลอไม่ได้
ทำให้ในหลายครั้งก็พบว่ามีการแย่งชิงแบบตอดนิดตอดหน่อย

เพราะฉะนั้น การเคลื่อนตัวของกลุ่มทวงคืนเขาพระวิหาร
ที่มีนายวีระ สมความคิด ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 19 กันยายน
นอกจากจะได้ชิงพื้นที่ข่าวของกลุ่มเสื้อแดงแล้ว
ยังมีนัยบางประการที่ส่งสัญญาณให้รัฐบาล
หรือแม้กระทั่งกองทัพก็ให้ความสนใจปัญหาเรื่องนี้มากขึ้น
เพราะในต้นปีหน้า
กัมพูชาต้องส่งรายงานการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวรอบบริเวณปราสาทพระ
วิหาร การเดินเกมของกัมพูชาในแต่ละตารางนิ้วมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
อย่างน้อยที่สุดคือการเจรจาในระดับคณะกรรมการชายแดนกัมพูชาจะมีแต้มต่อใน
หลายประเด็นมากกว่า

การเคลื่อนไหวของนายวีระ
แม้จะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ในการปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนรอบเขาพระวิหาร
แต่ทว่าก็ไม่ได้เป็นความเห็นร่วมของแกนนำพันธมิตรที่ไม่ต้องการให้กลุ่ม
ประชาชนที่เดินทางไปด้วยต้องได้รับอันตราย หรือตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์
ที่อาจถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาทำให้สถานการณ์บานปลาย
ในขณะที่รัฐบาลและทหารเองก็ไม่อยากให้เกิดการปะทะกันจนกลายเป็นสงคราม
เพราะนั่นเป็นการเปิดทางให้มหาอำนาจ หรือยูเอ็น
ในการเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย

ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ
เพราะไทยถือเป็นประเทศใหญ่กว่ากัมพูชา
ซึ่งประเทศมหาอำนาจมักจะเอื้อมมือเข้ามาช่วยเหลือประเทศเล็กมากกว่า
อีกทั้งในแง่กฎหมาย
และการที่ยูเนสโก้ประกาศให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ไทยย่อมตกอยู่ใน

สถานการณ์ที่เสียเปรียบอย่างแน่นอน ดังนั้น
รัฐบาลและผู้นำกองทัพจึงได้เดินเกมอย่างระมัดระวัง
ไม่ให้ไทยตกหลุมพรางในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง
และมีพวกในประชาคมโลกน้อยกว่ากัมพูชา

กระนั้น การเคลื่อนไหวของนายวีระ
และกลุ่มหากทำในระยะหวังผลที่เหมาะสม
เชื่อมั่นว่าจะส่งผลในทางที่ได้เปรียบ กล่าวคือ
ต้องไม่หวังที่จะเข้าไปสร้างเงื่อนไขให้ทางกัมพูชาดำเนินการใดๆ
ในทางรุนแรง ในขณะที่ก็ชิงพื้นที่ข่าวในวันที่ 19 กันยายน
ที่พุ่งเป้าไปที่การรำลึกเหตุการณ์ 19 กันยายน
ที่ม็อบเสื้อแดงไปบุกบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ได้ในระดับหนึ่ง
แต่หากเป้าหมายเป็นไปในทางตรงกันข้าม
และมีผลเสียจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือหวังผลทางการเมืองมากเกินไป
สิ่งที่ตามมาอาจจะเสียหายมากกว่าที่คิด

ทั้งนี้ เมื่อผ่านสถานการณ์วันที่ 19 กันยายนไปได้
จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปอีกครั้ง
ที่ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้กัมพูชากลับไปยึดข้อตกลงเดิมที่ได้มีการลง
นามกันไว้
ในการพิจารณาเจรจาเรื่องเขตแดนให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการขอขึ้นทะเบียนเขา
พระวิหารด้วยกัน
ที่แน่นอนว่าการพิจารณาลงนามในข้อตกลงของคณะกรรมการร่วมระดับทวิภาคีนั้นจะ
ต้องมีการนำข้อตกลงนั้นเข้าสภา
โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อน
ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่
แต่ก็ยากในการปฏิบัติจริงที่จะทำตามข้อตกลงนั้นได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

เพราะฉะนั้น
สถานการณ์ที่เขาพระวิหารจึงมีความซับซ้อนและอ่อนไหว
มีคนใช้ประเด็นตรงนี้เพื่อหวังผลทางการเมืองภายใน และภายนอกประเทศ
ที่แม้จะมีบางมุมที่ส่งผลดี
แต่ทว่าก็สุ่มเสี่ยงต่อความพลาดพลั้งที่จะเกิดขึ้น ประการแรก คือ
ชีวิตคนบริสุทธิ์ที่อาจได้รับอันตราย ประการที่สอง คือ
การพลาดท่าที่จะทำให้มหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์บริเวณดังกล่าว
ที่หากเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้การเดินเกมของกัมพูชาในการยึดครองพื้นที่พิพาท
บริเวณดังกล่าวง่ายกว่าที่เป็น.

http://www.thaipost.net/news/190909/10972

ณ ภาคพื้นดิน:ในภาพด่าวดิ้นของสรรพสัตว์

เปลว สีเงิน

19 กันยายน 2552 - 00:00

วันนี้-วันเสาร์ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ ตรงกับแรม ๑๕ ค่ำ
เดือน ๑๐ ปีฉลู เป็นวันอมาวสีจันทร์ดับ ณ เวลา ๐๑.๔๕ น.
ที่ศรีสะเกษ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
บุกทวงพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร
ที่ทหารและชาวบ้านเขมรรุกล้ำเข้ามาปักหลักหวังครอง และที่กรุงเทพฯ ณ
ลานพระบรมรูปทรงม้า เสื้อแเดง
นปช.บุกทวงอำนาจกินเมืองด้วยเรื่องให้ทักษิณกลับมาครอง

แต่ดูเหมือนว่า วันนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ไม่อยู่ ท่านไปแล้ว
เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศบนเวทีโลกที่สหประชาชาติ
สหรัฐอเมริกา อยู่ทางนี้ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง "นายสุเทพ
เทือกสุบรรณ" ทำหน้าที่รักษาประเทศ-รักษารัฐบาล โดยมี
พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเครื่องมือสำคัญในเขตดุสิต!

ก่อนอื่น ขอคลี่คลายข้อกังวลให้แจ้งก่อนว่า จากวันนี้ไป จนถึงวันที่นายกฯ เดินทางกลับ ๒๗ ก.ย.

๑.จะไม่มีการปฏิวัติ (แน่นอน)

๒.อภิสิทธิ์ไปดี กลับมามีโชคชัย

๓.การชุมนุมของ พธม.ที่ศรีสะเกษ และการชุมนุมของ นปช.ที่กรุงเทพฯ "ไม่รับประกัน" อุบัติเหตุฉับพลัน

อุบัติเหตุมาจากไหน?

อุบัติเหตุมาได้หลายทาง แต่ทางที่ควรระมัดระวัง คือ

ก..อย่าไปยั่วยุ หรือกระทำการท้าทายบุคคลในเครื่องแบบ ทั้งโดยคำพูด โดยการสื่อสาร และโดยการกระทำ

ข.ระวังมือที่สาม จะเสี้ยมเขาควายให้ชนกัน เป้าหมายเพื่อให้ฝ่ายตำรวจ-ทหารออกอาวุธ

ค.ระวังข่าวสารที่มาจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ จากทางไกลๆ
รวมทั้งข่าวลือ ข่าวปล่อย อันหาต้นตอ ที่มา-ที่ไปไม่ได้
จะเป็นไม้ขีดก้านเดียวในน้ำมันที่หกเรี่ยราด ถ้าเกิด-จะระเบิดแบบฉับพลัน
และรุนแรง

สรุปแล้ว ๑๙ กันยานี้ ต้องระวังการสื่อสาร คำพูด-คำจา
ข่าวทางไกล การก่อเหตุจากมือลึกลับอันหาตัวตนไม่ได้
มวลชนที่ตกเป็นเหยื่อจะคุคลั่งเหมือนสะเก็ดไฟ "บังเอิญ"
กระเด็นไปสปาร์กกับ "บุคคลในเครื่องแบบ"

แล้วมันจะ "พรึ่บบบบบ" อย่างที่ไม่มีใครต้องการ และคาดฝันมาก่อน!?

เรียกว่า เหตุการณ์ใดๆ ในช่วงวันที่ ๑๙-๓๐ กันยานี้
มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ Smooth as silk เหมือนทุกๆ
เหตุการณ์ที่ผ่านมา ข้อควรระวังเพื่อการหลีกเลี่ยง คือช่วงนี้

อย่าาาาา....อย่าไปแหย่มัน!

อย่าไปแหย่ อย่าไปยั่ว อย่าไปยุ "บุคคลในเครื่องแบบ"
โดยเฉพาะทหาร มีบุคคลในเครื่องแบบชนิดเดียวที่พอจะยั่วได้ ยุได้
แหย่ได้โดยไม่เป็นภัยในระยะนี้ คือ

บุคคลในเครื่องแบบ รปภ.!

บุคคลที่ราศียังเด่น โหงวเฮ้งยังแจ๋ว ยังคงเป็นนายกฯ
อภิสิทธิ์ แต่บุคคลที่ระยะนี้โหงวเฮ้งปรับเปลี่ยนมีรังสี
"สมรูป-สมลักษณ์" เตะตาเป็นพิเศษ แถมเป็นรังสีไม่ขัดแย้งกับอภิสิทธิ์
ผมบอกไปท่านอาจจะไม่เชื่อ

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.นั่นไงครับ!

โหงวเฮ้งเริ่มเดินสู่ตำแหน่งตามจักรราศีแห่งวัย
เหมือนผลไม้ที่เริ่มจากเกสร เกสรผสมติดเป็นตุ่ม
จากตุ่ม-โตเป็นรูปลักษณ์ จากรูปลักษณ์เข้าสู่ภาวะแห่งรูปทรง
จะเข้าสู่ระยะกาลบ่มเพาะตัวเองจนถึงระดับ โต-เต่งตึง-สมบูรณ์
หรือว่าจะมีอันต้องสลัดหลุดขั้วหล่นลงไปเสียก่อน
นั่น...คงไม่ต้องดูกันถึงขนาด "หนังชีวิต" หรอกครับ

ประมาณว่าระดับซีรีส์เท่านั้น!

นี่ผมมองบ้านเมืองในภาพรวมๆ ดิบๆ นะครับ ไม่ได้มองโดยใช้
"ตัวช่วย" ใดๆ มาบวก มาลบ แต่ต้องไม่ลืมกันว่า "รากเหง้า"
ก่อกำเนิดของแผ่นดินไทย-คนไทย นั้น-มี และเป็นการมี "ทรงเอกลักษณ์"
เข้าสู่มิติพลูโตแนบแน่น ชาติอื่น-บ้านอื่น-เมืองอื่น เขาก็มีแบบของเขา

แต่ของเรา "ราก" นั้น เป็นรากแห่งจิตวิญญาณ
เป็นบ้านเมืองที่มีบรรพบุรุษดูแล ดูเหมือนห่างไกล ยากจะสัมผัสถึงได้
แต่เบื้องลึก หยั่งรากฝากติดไว้กับพระพุทธศาสนา ฉะนั้น
ต้นไม้ที่มีดอกติดผล และผลที่ติดนั้น
จะเติบโตติดขั้วจนสู่ขั้นเป็นผลใช้เพาะขยายพืชพันธุ์สมบูรณ์
พรั่งพร้อมด้วยความหอมหวานได้หรือไม่?

นั่นต้องเข้าใจคำว่า กรรมล้างไม่ได้ แต่ใช้ "ปัจจุบันกรรม" ปรับแต่งได้!

นี่ก็ขึ้นอยู่กับว่า "เจ้าตัว" ใดๆ จะเข้าใจขนาดไหน
และจะทำหรือไม่ทำตามความเข้าใจนั้นอย่างใด ก็สุดแต่บุญแต่กรรม ณ
ปางนี้ และปางบรรพ์ ทั้งของแต่ละบุคคล และทั้งของ
"ประเทศชาติ-บ้านเมือง" เถอะ!

ทุกอย่าง มันมีตัวเกิด ในตัวเกิดก็มีตัวทำลาย
และในตัวทำลายก็มีตัวเกิด อย่างในการเกิดของระบบคอมพิวเตอร์
มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า "ไวรัส" มาเป็นตัวทำลาย
ถ้าใครเก่งเหนือไวรัสตัวนั้นก็ "กู้" ได้ จากตายให้ฟื้น

สถานการณ์บ้านเมืองเราที่ถามกันว่า......

"แล้วมันจะไปอย่างไรกัน?

แล้วมันจะไปจบกันตรงไหน เมื่อไหร่?"

คำตอบมันก็อยู่ที่แต่ละคนถามนั่นแหละ
มันจะไปอย่างไรกัน...มันจะจบกันตรงไหน...มันก็อยู่ที่ว่า
"พวกคุณ-พวกท่าน" จะเลิกกัดกันเมื่อไหร่

จุดที่ทำให้เปลี่ยนจาก "กัดกัน" ไปเป็น "กอดกัน" มีมั้ย?

มี....ใครว่าไม่มีล่ะ!

สนิมนั้น เกิดแต่เนื้อในตน, มะเดื่อนั้น
หนอนเกิดแต่เนื้อในตน, มอดนั้น กัดกินเนื้อไม้หุ้มในตน
บ้านเมืองของเราเหมือนกัน อ่านประวัติศาสตร์จะพบว่า
แต่ละยุคที่เป็นไปสาเหตุ "เกิดแต่เนื้อในตน" เกือบทั้งนั้น

จะว่าเป็นกรรม ก็ไม่เถียง กรรมจากสร้างในชาติ
กรรมจากสร้างในพระศาสนา กรรมจากสร้างในสถาบันพระมหากษัตริย์
ส่วนใครจะเป็นผู้สร้างที่ไหน-อย่างไร

ใคร-ไหนเล่า จะรู้เท่าตัวเอง?!

ก็กรรมเหล่านั้นแหละสั่งสมเป็น "มรดกรรม" ร่วมชาติ
พวกเราทุกคน ไม่ว่าสีไหนทั้งนั้น ต้องรับสภาพ "กรรมทายาโท"
คือเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเฉลี่ยกันไปในฐานะเกิดร่วมชาติ ร่วมแผ่นดิน

บางที-พวกเราชาวบ้าน "เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง" แต่ต้องยอมให้กระดูกแขวนคอ!

คิดแล้วมันก็น่าอนาถใจ แล้วเราเหลือง-แดง "ชาวบ้านด้วยกัน"
จะถูกกรรมแผ่นดินที่ไม่รู้ "ใครสร้าง"
มอมหน้าให้ต้องมาฆ่าแกงกันเองไปทำไม คิดแล้วหดหู่ สังเวชใจจริงๆ

พวกเรารักบ้านเมืองบริสุทธิ์ใจ
แล้วก็ทำตามที่คิดด้วยวิธีและแนวทางผิดบ้าง-ถูกบ้างแตกต่างกันไป
โดยมีเป้าหมายรวมอยู่ที่เดียวกัน คือ ต้องการให้บ้านเมืองไร้ทุกข์
ชาวบ้านอยู่สุขตามฐานานุรูป

แต่ในขณะที่เราเกือบต้องฆ่ากันบนเป้าหมาย "เพื่อบ้านเมือง"
เดียวกัน ปรากฏว่า มีบางคน บางส่วน ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ร้อน
ไม่รู้หนาว ไม่รู้ว่ากูมีภาวะอะไร กำลังประพฤติตนเหมือนด้วงในคอมะพร้าว
กำลังมัวเมาสร้างกรรมให้ชาติ เสาประเทศขณะนี้เหมือนปักอยู่บนหน้าผาเทลาด
แล้วพวกเราส่วนหนึ่งก็ขึ้นไปขย่ม ถล่มทะเลาะตบตีกัน และอีกส่วนหนึ่งก็
ก้มหน้าก้มตาชอนไช กัดเซาะรากเสา!

พี่น้องเอ๋ย เราเป็นลูกหลานรากเหง้าบรรพบุรุษไทยเดียวกัน
พวกเราไม่ใช่ควายที่เพียงเขาเอาผ้าต่างสีมาคลุมก็ไล่ขวิดกันเอง
เราจะยอมให้เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปได้อย่างไร ใครจะล้างแค้นใคร
นั่นก็ค่อยเช็กบิลกันเป็นรายๆ ไป แต่การล้างแค้นโดยเอาความสงบสุข
และอนาคตชาติบ้านเมืองเป็นเดิมพัน
เป็นลานแห่งงานสัประยุทธ์ล้างแค้นเช่นนี้

ไม่ถูกต้อง พี่เอ๋ย..น้องเอ๋ย ไม่ควรทำเลย บ้านเมืองเจ็บ
พวกเราเจ็บทุกคนใช่ไหม เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จะทำตามที่เขาหลอกไปทำไม
ไอ้พวกข้างบนนั้น เขาสมประโยชน์ในโพดผลนั่งอยู่บนหัวเราอยู่ตลอด
พวกเราไปรู้เรื่องอะไรกะเขาซักเท่าไหร่ วันไหนเขาหมดธุระที่จะใช้พวกเรา
เขาก็มองพวกเราแค่ "หมาขี้เรื้อน" ที่เลิกเลี้ยงตัวหนึ่งเท่านั้น!

เชื่อผมเถอะ นี่คือความจริง ประชาชนนั้น ไม่ได้มีไว้หลอก แต่ทุกยุค-ทุกสมัย ประชาชน "ถูกหลอกใช้" ตลอดกาล!?

แต่นี่ไม่หลอก "ของจริง" ตลอดกาล คืองานพระพุทธศาสนา
ซ่อม-สร้างโบสถ์หลวงพ่อตามใจ วัดพญาไม้ ราชบุรี
เป็นรายชื่อผู้ร่วมสมทบสร้างต่อจากวานนี้

๑,๕๓๑.คุณทรายทอง เลาหธนาคม ๑,๐๐๐/คุณชุมพล เลาหธนาคม
๑,๐๐๐/คุณชวนชม แท่นรัตนกุล ๕๐๐/คุณวรนุช ไกรสุทรังค์ ๕๐๐/คุณเมทินี
แท่นรัตนกุล ๑,๐๐๐/คุณมัณฑนา เลาหธนาคม ๙๕๐/คุณอนุพงษ์ เลาหธนาคม
๑,๐๐๐/คุณบุศรินทร์ เลาหธนาคม ๑,๐๐๐/คุณสุหัส-พิมพ์ทอง-พิมพ์สุดา
เยื่อใย ๑,๐๐๐/คุณสมศักดิ์-สุวิมล ศรีธรรมศักดิ์ และครอบครัว ๕๐๐
ถวายท่าน ว.วชิรเมธี รวม ๙,๔๕๐ บาท

๑,๕๓๒.คุณวรรธนะ-ทิพาภรณ์ กาญจนวรรธนะ ๑๐๐/คุณกันตยา-เพชร
กาญจนวรรธนะ ๑๐๐/คุณศุภกฤต ตั้งมั่นสุจริต และครอบครัว
๑,๐๐๐/คุณสิรภพ-จิตรา-สกาว-สรัชญา อ่ำพันธุ์ ๒,๐๐๐/คุณสมศักดิ์
รัตนอติกุล และครอบครัว ๑,๐๐๐/คุณธนานันท์ อินทรลักษณ์
๑,๐๐๐/คุณคุณฐิติวิชญ์ สุวรรณไพรพัฒนา และครอบครัว ๒,๕๐๐/คุณศุภวัตร
รัตนอนันต์ ๑,๐๐๐ โบสถ์+ว.วชิรเมธี รวม ๘,๗๐๐ บาท

๑,๕๓๓.คุณปฏิการ์ เกษโกวิท ถวายท่าน ว.วชิรเมธี ๕๐๐ บาท

อย่าลืมนะครับ บ้านเมืองไทยเป็นของเราทุกคน
ไม่ใช่ของคนเสื้อสีไหนๆ ไม่ใช่ของฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ของฝ่ายค้าน
ไม่ใช่ของรัฐสภา ไม่ใช่ของตำรวจ-ทหาร
ไม่ใช่ของใครฝ่ายเดียว-คนเดียวทั้งนั้น เรา-คนไทยเป็นเจ้าของกันทุกคน
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ "แบกชาติ" ให้อยู่ได้ ก็ไม่ใช่ใคร
คือพวกเราที่ฟัดกันเองนี่ไง

ชาติเจ็บ-ไม่มีใครเจ็บ พวกเราทุกคนนี่แหละ "เจ็บ"

โปรดจำ.

http://hi5.com/friend/244896531--%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%2599%25C3%25A0%25C2%25B9%25C2%2589%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25B3%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%25AD%25C3%25A0%25C2%25B8%25C2%259A--Profile-html


ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ -- อาจจะอารมณ์คนละแบกับคนอื่นๆ ที่ช่วงนี้
ด่าคนไทยหัวใจเขมร..ขอโทษที อารมณ์ยังไปไม่ถึง เพราะนั้นถือว่า ศึกนอก
..ซึ่งถ้าร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ มีความจริงใจกันมากกว่านี้ในระดับบนๆ
เหตุการณ์แบบเมื่อวานจะไม่เป็นแบบนั้น

ลองใช้สมอง และสติคิดดูนะคะว่า..การไปเขาพระวิหาร ถือเป็น สมรภูมิรบ ทางทหาร
นั้นคือ killing zone เป็นแดนสังหาร

ทำล้อเล่นได้หรือ เอาชีวิตคนจำนวนเป็นหมื่นไปเสี่ยงโดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ ใจดำกันเหลือเกิน ที่ นิ่งเฉยจะไม่ให้รู้สึกว่า -เลือดเย็น ได้อย่างไร

คุณวีระ ก็มีกลุ่มทุนอีกกลุ่มสนับสนุน และกลุ่มทุนนี้ก็ไม่ได้นำเงินเข้า "ส่วนกลาง"
นี่คืออีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ ส่วนกลางนิ่งเฉย..อยากเก่งไปเลยไปคนเดียว

และอย่างที่เขียนไปในโพสต์คอมเม้นต์ที่แล้ว เล่นเกมส์กัน โดยมี
ความปลอดภัยของมวลชนเป็นเดิมพัน..เราพยายามที่จะเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
ที่เขาพระวิหาร เพราะเราบอกแล้วว่า ทหารเขาขอมาว่า เขาไม่เปิดทางนะ
เราก็อยากรู้ว่าคุณวีระจะเอายังไง วันอังคารหรือวันพุธนี่แหละ
..เราอยู่ที่บ้านพระอาทิตย์ในตอนดึกจนถึงตีสอง

มองออกตั้งแต่ต้นว่า ถ้าคุณวีระไปคนเดียว ไม่มีศักยภาพในการนำมวลชน และ
เดินเกมส์ ที่จะมีพลังมากพอที่จะ ยื้อและดัน เข้าไปให้ได้จนถึงผามออีแดง

เพื่อนๆ เรารู้ ยังพูดกันว่า วัดใจกันรอบสุดท้าย พอแล้ว พอกันที
และเขาก็รู้ว่าอันตราย แต่จำเป็นต้องไป ก่อนจะออกเดินทาง
ยังประวิงเวลาเพื่อที่จะลูกๆไปกินข้าวของโปรดลูกเสียก่อน เพราะเพื่อนเรา
เปรยว่า อยากทำให้ลูก เพราะกลัวจะไม่ได้กลับมา

และไอ้พวกที่มันนั่งเล่นเกมส์กัน .. บนสีหน้าที่ดูเหมือนเสียใจ
และต้องรีบใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นข้อได้เปรียบเพื่อโจมตี คนไทยหัวใจเขมร
แต่เบื้องหลังสีหน้าที่แสดงความเสียใจ คงจะแอบหัวเราะร่วนกันเชียว


คำตอบอยู่ด้านบน

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=7443&user=ruarob
วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 15:28:00 น.



แสดงความคิดเห็น [0] , จำนวนผู้อ่าน [251]





"อนุสนธิจากการประกาศเจตนารมณ์บนมออีแดง"

By ruarob

ความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งของกลุ่มพันธมิตร
ในการที่จะทำอะไรก็ได้ในบ้านเมืองนี้ปรากฏอีกครั้ง
ด้วยการที่ทางการจำยอมให้พวกเขาขึ้นไปบนผามออีแดง
จุดยุทธศาสตร์ประจันหน้าชายแดนไทย-กัมพูชา
เพื่ออ่านแถลงการณ์ทวงคืนดินแดนที่เขมรฮุบเราไป
ผลที่ตามมาน่าจะเกิดผลดีต่อพวกเขาไม่มากก็น้อย
แต่สำหรับฝ่ายที่เหลือไม่ว่ารัฐบาล ทหาร ชาวบ้านท้องถิ่น
ตลอดจนประชาชนส่วนอื่นของชาติล้วนอยู่ในความวิตก
และอาจจำต้องยอมรับความจริงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเขมรโดยพฤตินัยตลอดกาล
อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง

ยุทธวิธีการช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนเสื้อเหลืองด้วยกัน
โดยการลงทุนยกโขยงไปท้าทายทั้งฝ่ายบ้านเมือง ชาวบ้านและกัมพูชาถึงปากประตู
น่าจะทำให้ผู้ที่เป็นแฟนร่วมทั้งประชาธิปัตย์และพันธมิตรต้องคิดหนัก
บางส่วนอาจเปลี่ยนข้างมาเชียร์พันธมิตรเป็นหลัก
เพราะประทับใจในความห้าวหาญ การรักษาจุดยืน และแนวคิดชาตินิยมสุดลิ่ม
ขณะที่เบื่ออาการชักช้า แลดูอ่อนข้อของรัฐบาล ดังนี้
ไม่ว่าคนกลุ่มนี้จะมีเท่าไรก็ถือเป็นกำไรของฝ่ายพันธมิตรเท่านั้น
เพราะนี่เป็นวิธีการเดียวที่สามารถดึงคะแนนเสียงที่ทับซ้อนกับประชาธิปัต
ย์ไปได้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ขอให้ได้ที่นั่งในสภาแค่ที่เดียว
ก็มีน้ำหนักมากไม่น้อยกว่าพรรคอย่างภูมิใจไทย
ส่วนใครจะยิ่งเกลียดชังมากขึ้น พวกเขาไม่แคร์อยู่แล้ว

ปรากฏการณ์ชาตินิยมล้มเหลว กลายเป็นพวกนิยม (Communalism)
ชัดเจนได้ถูกแสดงให้เห็นจากเหตุการณ์นี้
กลุ่มที่ถือธงชาตินิยมต้องปะทะกับกลุ่มที่เอาผลประโยชน์ของท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง
ถ้าเป็นในยุคคลั่งชาติ ฝ่ายหลังอาจถูกประณาม
แต่ปัจจุบันที่ความรู้สึกร่วมของรัฐชาติเป็นรองลงไปกว่าความต้องการที่แท้
จริงของท้องถิ่น เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องน่าเห็นใจ
ชาวบ้านในพื้นที่ต้องการสงบสุขสันติ
ซึ่งเป็นหลักกว้างของการใช้ชีวิตแบบของจริงกินได้ (Pragmatic)
พวกเขาอาจวิตกที่เห็นชาวเขมรห่างออกไปไม่ไกลมีจำนวนเพิ่มขึ้น
แต่ก็เห็นว่าการอยู่ร่วมกันอย่างมิตรภาพนั้นเป็นเงื่อนไขที่ทำให้พวกเขาค้า
ขายได้ อยู่ดีกินดี มีความสุข กว่าการเป็นหนังหน้าไฟ ขอบหน้าพื้นที่การรบ
หรือการเอื้อประโยชน์ให้ชาติ (หรือใครที่อ้าง) โดยเสียสละสังคมของตนเปล่าๆ


เมื่อฝ่ายกัมพูชาเห็นสถานการณ์การปะทะระหว่างพวกของไทย
พวกเขาก็น่าจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์
ในเมื่อกระแสชาตินิยมไทยปลุกไม่ขึ้น เขมรก็ไม่ต้องออกจากพื้นที่ของไทย
ความจริงพวกเขาก็ดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนมายาวนานแล้ว
เพื่อสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาชายแดนภาคตะวันตกทั้งระบบของกัมพูชา
ลำพังแค่ครอบครองปราสาทพระวิหารเปล่าๆ
นั้นไม่สามารถทำให้ชายแดนกัมพูชาพ้นจากการจำต้องพึ่งพาไทยในหลายมิติไปได้
แต่การที่ได้พื้นที่เพิ่มเติมพร้อมกำลังพลบุกเบิก
จะทำให้กัมพูชาสร้างบ้านแปงเมืองชายแดนของตนเองอย่างเป็นระบบ
ดึงดูดเงินทุนต่างชาติและพัฒนาจนเมืองชายแดนใหม่ๆ เป็นอิสระจากไทยได้
การตั้งกองพลสนับสนุนที่ 3 ทำให้เขมรหมดห่วงด้านความมั่นคง
และพร้อมหนุนหลังการยึดครองพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายไทยได้แต่ทำตาปริบๆ
การขยายพรมแดนของกัมพูชานี้ไม่จำกัดเฉพาะด้านศรีสะเกษเท่านั้น
แต่เลื้อยยาวไปที่สุรินทร์และในอนาคตคงต่อไปในทะเลด้วย

กัมพูชาไม่จำเป็นต้องใช้กำลังในการรุกคืบเข้าชิงพื้นที่
เพราะอ่านเกมออกว่าฝ่ายไทยยกเว้นพันธมิตรนั้นล้วนแต่ต้องการเจรจา
ไม่ใช่การรบ แต่การเจรจานั้นจะยังไม่แล้วเสร็จในเวลาอันสั้น
เอาแค่เรื่องการปักปันอย่างเดียวก็วุ่นไม่รู้จบแล้ว
ทั้งยังไม่มีทางที่เขมรจะยอมรับการถอยออกจากพื้นที่ที่ครอบครองแล้วให้เสีย
ยุทธศาสตร์ของตน การเรียกร้องจากบางกลุ่มให้ศาลโลกตัดสินข้อพิพาทนั้น
เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติไม่เช่นนั้นป่านนี้แคชเมียร์คงเป็นของปากีสถานไป
แล้ว ทั้งนี้ เพราะด้วยหลักฐานอำนาจต่อรองทางกฎหมายที่เป็นรองในมือ
ฝ่ายไทยไม่ยอมไปกรุงเฮกอย่างแน่นอน
ซึ่งถ้าคู่กรณีไม่เห็นทางว่าตัวเองจะชนะและยอมสละอำนาจทางการพิพากษาชี้ขาด
ให้ศาลก็ไม่มีใครบังคับได้ เว้นแต่จะเป็นรัฐที่ล้มเหลว
จนโดนประชาคมโลกแทรกแซงเท่านั้น ดังนั้น ปัญหานี้ต้องคาราคาซังเรื่อยไป
เขมรก็รุกคืบเข้ามาจนได้ตามที่เขาต้องการ

การยอมผ่อนปรนให้กลุ่มพันธมิตรได้ในสิ่งที่ต้องการ
อาจทำให้รัฐบาลโล่งใจได้นิดหน่อย ที่การปะทะกันขั้นบาดเจ็บจบลงวันเดียว
แต่การเสียเชิงให้พันธมิตรขึ้นไปด่ากัมพูชาถึงในฐานของทหารได้นั้น
รัฐบาลก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าฝ่ายกัมพูชาอาจมองว่าเรื่องนี้เป็นการสมรู้ร่วมคิดกัน
รัฐบาลยืมปากของพันธมิตรพูดในสิ่งที่ระดับรัฐต่อรัฐพูดอย่างนี้ไม่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาชายแดนคงยากขึ้นกว่าเดิม
สถานะของพื้นที่เขาพระวิหารจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป
และตัวรัฐบาลเองจะถูกมองอย่างเคลือบแคลงจากฝ่ายในประเทศบางกลุ่มเองว่าเล่น
เกมเตะถ่วงการแก้ไขปัญหานี้กับเขาด้วย
นี่ยังไม่นับถึงความแตกร้าวในพรรคประชาธิปัตย์และระหว่างพรรคประชาธิปัตย์
กับผู้มีน้ำหนักในสังคมที่อาจมีขึ้นจากประเด็นนี้อีกด้วย

ประชาชนทั่วไปที่กำลังมองเกมชิงไหวชิงพริบนี้อยู่
คงเบื่อหน่ายกับสถานการณ์คลุมเครือเช่นนี้เต็มที่
แต่ก็คงได้แต่ทำใจต่อการแก้ปัญหาของฝ่ายไทย
และดูการเติบโตเข้มแข็งขึ้นของกัมพูชา
บางภาคส่วนอาจจะกล้ำกลืนความรู้สึกขัดเคือง
เข้าไปแสวงประโยชน์ร่วมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะรุ่งเรืองขึ้นได้อีกมากใน
พื้นที่พิพาทบางภาคส่วนอาจสานความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศและประชาชนให้มากขึ้น
ผ่านทางวัฒนธรรมและความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน แล้วหวังว่าสิ่งดีๆ
ที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเป็นเบาะฟูกรองรับแรงกระแทกใดๆ
ที่อาจจะเกิดขึ้นจากปัญหาชายแดนนี้ได้ไม่มากก็น้อย

http://www.thairath.co.th/content/region/34831
สหรัฐยกพลขึ้นภูเก็ต 5พันนาย เงินสะพัด500ล้าน
http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=56593


เรือ โรนัลด์ เรแกน เทียบท่าเรือนํ้ำลึก ภูเก็ต ยกพล 5,000 นาย ขึ้นบก
คาดเงินสะพัดในจังหวัดกว่า 500 ล้านบาท เตือนลูกเรือ อย่าสนุกจนเกินเลยเมื่อ
เวลา 10.00 น.วันที่ 22 ก.ย. นาวาโท แมทธิว แอซ์ดี ผู้ช่วยทูตทหารเรือ
สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และคณะนำสื่อมวลชนภูเก็ต เยี่ยมชมเรือ
โรนัลด์ เรแกน (USS Ronald Reagan) ระหว่างแวะจอดเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือนำลึก บ้านอ่าวมะขาม ต.วิชิต จ.ภูเก็ต

พลเรือตรี Scott Hebner ผู้บัญชาการเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีกลุ่มที่ 7 กล่าวว่า
ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา มีความสัมพันธ์อันดีมานาน
ทุกคนมีความรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้ขึ้นมาพักที่ จ.ภูเก็ต
สำหรับตนชอบอาหารไทยมาก โดยเฉพาะอาหารทะเล นอกจากนี้
ประเทศไทยยังมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามอีกด้วย
การการจอดเทียบท่าดังกล่าว ยังมีการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนในหลายชุมชน
เรียนรู้ประเพณีของไทย รวมไปถึงมีการทำกิจกรรมที่จ.พังงา ด้วย

...

ลูกเรือทุกคนสามารถสนุกสนานรื่นเริงได้แต่อย่าให้เกินขีดจำกัด

ด้านนาวาโท แมทธิว แอซดี ผู้ช่วยทูตทหารเรือ สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า
เรือสหรัฐฯจะเข้าเทียบท่าที่ประเทศไทยประมาณ 60-70 ลำต่อปี โดย 1 ใน 3
ของเรือทั้งหมดจะแวะมาเทียบท่าที่ จ.ภูเก็ต อย่างไรก็ดีเรือที่มาประเทศไทย
สถานที่ที่ลูกเรืออยากมาพักผ่อนมากที่สุดคือ พัทยา จ.ชลบุรี และ จ.ภูเก็ต
การขึ้นเทียบท่าของเรือสหรัฐฯครั้งนี้ มีจำนวน 3 ลำ
จะทำให้จ.ภูเก็ตมีรายได้ประมาณ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือประมาณ 34 ล้านบาทต่อวัน

ด้านนายกฤษฎา ตันสกุล ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต
และอุปนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต
กล่าวถึงการยกพลขึ้นบกของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ว่า
จะทำให้การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะหาดป่าตองคึกคักมากขึ้น
ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวโดยภาพรวมอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามจะต้องช่วยกันดูแลให้เกิดความเรียบร้อยในทุกๆเรื่องเพื่อ
ไม่มีปัญหาเกิดขั้น คาดว่าในระยะเวลา5-6 วัน
ทำให้อัตราการพักของโรงแรมต่างๆในพื้นที่ป่าตอง อ.กะทู้ เพิ่มสูงถึง 70%
และคาดว่าจะมีเงินสะพัดใน จ.ภูเก็ตประมาณ 500 ล้านบาท

สำหรับเรือโรนัลด์ รีแกนเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ชั้น Nimitz
ที่ใหญ่ และใหม่ที่สุด และเป็นเรือลำที่ 9 ของเรือชั้น Nimitz นอกจากนี้
ยังเป็นเรือรบลำแรก ของสหรัฐอเมริกา
ที่ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เรือโรนัลด์ เรแกน
มีระบบขับเคลื่อนด้วยเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ จำนวน 2 เครื่อง
เครื่องจักรหลัก จำนวน 4 เครื่อง ลิฟต์สำหรับอากาศยาน จำนวน 4 ตัว
ความยาวตลอดลำ 1,092 ฟุต (322.85 เมตร) ความกว้างดาดฟ้าบิน 257 ฟุต (78.34
เมตร) พื้นที่ดาดฟ้าบิน ประมาณ 4.5 เอเคอร์ ความกว้างกลางลำ 134 ฟุต
(40.84 เมตร) ระวางขับน้ำเต็มที่ ประมาณ 100,000 ตัน ความเร็ว 30 + นอต
อากาศยานประจำเรือ 85 เครื่อง

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdPREl6TURrMU1nPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBd09TMHdPUzB5TXc9PQ==

ขึ้นบกแล้ว-หญิงสาวในสถานบันเทิง จ.ภูเก็ต คึก คักกับการต้อนรับทหารเรืออเมริกัน
ที่มากับกองเรือรบ จอดแวะพักที่จ.ภูเก็ต วันที่ 22-27 ก.ย.คาดว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท


วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6873 ข่าวสดรายวัน
เกาะภูเก็ตคึกคัก เงินสะพัด กองเรือบรร ทุกเครื่องบินสหรัฐ เข้าเทียบท่า
หลังเสร็จภารกิจอัฟกานิสถาน ปล่อยให้ลูกเรือกว่า 4,000 นาย
ยกพลขึ้นบกท่องเที่ยว ที่หาดป่าตอง หาดกะตะ-กะรน ตามบาร์เบียร์
แหล่งบันเทิงยอดนิยม เต็มไปด้วยทหารมะกัน ด้านผู้ว่าฯ
สั่งตำรวจเข้มงวดความปลอดภัย กำชับผู้ประกอบการอย่าเอารัดเอาเปรียบ
คาดตั้งแต่วันที่ 22-27 ก.ย.นี้ เงินสะพัด 200-300 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ก.ย. ที่ท่าเรือน้ำลึก จ.ภูเก็ต
กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีที่ 7 กองทัพเรือ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ที่เสร็จภารกิจจากสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน เดินทางมาถึง จ.ภูเก็ต
โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน และประชาชน
ขึ้นไปชมเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกน
ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์
ที่ใหญ่และใหม่ที่สุด อีกทั้งเป็นเรือรบลำแรกของสหรัฐ
ที่ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ คือนายโรนัลด์ เรแกน
ขณะยังมีชีวิตอยู่ เรือลำดังกล่าวมีความยาว 332.85 เมตร ความกว้างดาด
ฟ้าบิน 78.34 เมตร ระวางขับน้ำ 100,000 ตัน
และบรรทุกเครื่องบินรบได้ทั้งสิ้น 85 ลำ

น.อ.เคนเนธ นอร์ตันผู้บังคับการเรือยูเอสเอส โรนัลด์ เรแกน กล่าวว่า จะจอดเทียบท่าที่
จ.ภูเก็ต ในวันที่ 22-27 ก.ย.นี้ ในระหว่างนั้นจะปล่อยให้ลูกเรือกว่า 4,000 นาย พักผ่อนที่เกาะภูเก็ต
ส่วนใหญ่ระบุว่าจะท่องเที่ยวตามชายหาดต่างๆ โดยเฉพาะหาดป่าตอง
เป็นชายหาดที่ลูกเรือต้องการเที่ยวมากที่สุด


ก็มีแค่นี้แหละ คนไทยขายมันไปตั้งนานแล้ว ถ้ารบกับเขมร
อเมริกาไม่ขายอาวุธให้ไทยก็จบเห่
ข้างบนเอามาแค่ข่มขวัญไว้ก่อน อย่าหือนา เละเหมือนอิรักได้ง่ายๆ หุๆ

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01p0105250952&sectionid=0101&day=2009-09-25
วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11521 มติชนรายวัน
กห.เปิดองค์การมหาชนผลิตอาวุธ เริ่มทำ"จรวดหลายลำกล้อง"ให้ปตอ.


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sat Sep 26, 2009 12:03 am, ทั้งหมด 9 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Sat Sep 19, 2009 11:53 pm

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000113242
Gripen สนใจลงทุนด้านการบินในไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
27 กันยายน 2552 14:34 น.

นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวถึงการหารือกับ
ผู้บริหาร บริษัท Gripen International ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรบให้กับหลายประเทศ ว่า
ทาง Gripen แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติม ทั้งศูนย์ข้อมูลด้านการบิน
ศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องบิน โดยจะติดต่อรายละเอียดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
หรือ บีโอไอ ในขั้นตอนต่อจากนี้ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม 2550 รัฐบาลไทยได้จัดซื้อเครื่องบินรบจาก
บริษัท Gripen แล้ว 6 ลำ จึงถือว่า Gripen มีฐานลูกค้าอยู่ในไทยแล้ว ดังนั้น การลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุง
จะทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ครบวงจรในระยะยาว ขณะที่ประเทศไทย
ก็จะมีเงินลงทุนและได้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศด้วย นายชาญชัย กล่าวว่า จะหาโอกาส
หารือกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคต
การเกิดขึ้นของโรงงานผลิตเหล็กหลังจากก่อนหน้านี้ มีข้อมูลว่า รัฐบาลสั่งให้ชะลอ
และทบทวนการสร้างโรงงานผลิตเหล็กในประเทศไทย เนื่องจาก กระทรวงอุตสาหกรรม
เห็นว่า ไทยควรเปิดกว้างสำหรับอุตสาหกรรมทุกประเภทและพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายอุตสาหกรรม
โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลักนอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
รวบรวมข้อมูลประกอบว่า หากยุติ หรือห้ามการตั้งโรงงานผลิตเหล็ก จะเกิดผลกระทบในด้านใด และมากน้อยเพียงใดด้วย
http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=587&forum=6&page=5&PHPSESSID=498ecb53fce66e75f401b288574dd871


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way01270952&sectionid=0137&day=2009-09-27
วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่
11523 มติชนรายวัน
เมื่อมังกรเลื้อยรัดพญานาค

โดย ธรา จามีกร ทีมงานสนามข่าวสีแดงบ่อนการพนันแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
โครงการ Kings Romans of Laos Asian & Tourism Development Zone
ซึ่งอ้างว่าเป็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจครบวงจรริมฝั่งแม่น้ำโขง
โดยทางการลาวได้ให้สัมปทานแก่กลุ่มบริษัท ดอกงิ้วคำ จำกัด ซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวจีน
ที่ทำมาหากินอยู่ในประเทศลาว โดยก่อนหน้านี้นักธุรกิจกลุ่มนี้ได้ทำการเปิดบ่อนในเมืองอื่นๆ
ตามริมแม่น้ำโขงนับตั้งแต่แขวงจำปาสักที่อยู่ทางตอนใต้สุดของลาวเรื่อยมา
เพียงแต่ที่นี่ดูยิ่งใหญ่และกล้าหาญยิ่ง เพราะอัครบ่อนแห่งนี้ตั้งประจันหน้ากับพระพุทธรูป 4
แผ่นดินองค์ใหญ่ที่สถิตเหลืองทองอร่ามริมน้ำโขงฝั่งไทย

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3672497/K3672497.html
สงครามระหว่างจีนกับเวียดนาม
จีนตัดสินใจบุกทางตอนเหนือของเวียดนามที่รู้จักกันในนามของ สงครามสั่งสอน
มีวัตถุประสงค์ทางการทหารเพื่อดึงกำลังรบหลักของเวียดนามไม่ให้ไหลลงไป
กัมพูชา ซึ่งขณะนั้นยึดเต็มพนมเปญไปหมดแล้ว

ก่อนที่จีนจะบุกเวียดนาม เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เดินทางไปเจรจากับอเมริกาก่อน เพื่อหาหลักประกันว่า
โซเวียตจะไปตลบหลังบุกจีนบ้าง

หลังจากเติ้งเดินทางกลับ จีนก็บุกทันที

จีนประสบความสูญเสียอย่างมาก เพราะใช้ยุทธวิธีคลื่นมนุษย์
ซึ่งเป็นการรบที่กองทัพปลดแอกคุ้นเคย แต่ไม่เหมาะกับสงครามสมัยใหม่
แม่ทัพนายกองหลายคนถูกสับเปลี่ยนด้วยข้อหาเคลื่อนย้ายทัพอย่างอุ้ยอ้ายไม่ทันการ

ในช่วงเวลาเดียวกัน จีนได้ส่งรถถังและปืนใหญ่ลงมาให้กับไทยเพื่อใช้ยันทัพเวียดนามในกัมพูชา
ที่มีแนวโน้มที่จะบุกเข้ามาทางชายแดน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนต่อกรณีเวียดนาม กัมพูชานี้
ใช้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเป็นเครื่องต่อรอง
ซึ่งจีนได้เลือกรัฐบาลไทยโดยยุติการช่วยเหลือ
โดยประเดิมด้วยการปิดสถานีวิทยุก่อนเป็นอันดับแรก

ไทยตอบแทนการช่วยเหลือทางการทหารของจีนในการยันทัพเวียดนามครั้งนี้
ด้วยการให้การช่วยเหลือกลุ่มเขมรแดงแบบ(อยาก)ลับ ๆ แต่ก็เป็นที่รู้ดีทั่วโลก


สิ่งที่จีนได้ประโยชน์จากการทำสงครามครั้งนี้คือรักษาดุลอำนาจระหว่างจีนกับโซเวียตเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง
เพราะในอินโดจีนเวียดนามและลาวเข้าข้างโซเวียตหมดแล้ว

ส่วนเขมรแดงที่เป็นพวกเดียวกับจีนก็ร่อแร่ ซึ่งหากเวียดนามกุมอำนาจในอินโดจีนไว้ได้หมด
ก็เกิดลักษณะการปิดล้อมจีนอย่างรอบด้าน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับจีนเลย

ความพยายามของจีนนอกเหนือจากนี้คือการหาทางออก เช่น การเข้าไปตั้งฐานทัพในพม่า
หรือพยายามสานความร่วมมือกับไทย เพื่อแก้เกมการถูกปิดล้อมของโซเวียต

ส่วนประโยชน์ทางด้านการทหาร หรือการยึดดินแดนเวียดนามอย่างเป็นรูปธรรมนั้น
ไม่ได้มีประโยชน์หรืออยู่ในเป้าหมายของจีนในการทำสงครามครั้งนี้
เพราะรู้ดีว่าจะสร้างปัญหาตามมาอย่างไม่รู้จบ

ส่วนเหจุผลอื่น ๆ ที่นำมาอ้างต่อชาวโลกก็มีสารพัดเหตุ เช่น
ทหารเวียดนามรุกอธิปไตยของจีนตามแนวชายแดนอยู่ตลอดเวลา
รวมทั้งการคุกคามอธิปไตยทางทะเลของจีนด้วย

จากคุณ :สื่อศิลป (สื่อศิลป) - [16 ส.ค. 48 14:42:22]


ความคิดเห็นที่ 11[url=http://nonlaw.7forum.net/javascript:openInformWindow(11)][/url]


คนในนี้ไม่รู้จริง แต่สะเออะออกความคิดเห็น

สัญญาที่จีนทำกับโซเวียต เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีผลต่อการจะทำหรือไม่ทำสงครามของจีน

แต่เวียดนามมีสัญญาที่ทำกับโซเวียดต่างหากโดยมีเนื้อหาว่า หากประเทศใดถูกประเทศอื่นรุกล้ำทางทหาร
ประเทศที่เหลือจะต้องเข้าช่วยเหลือ แต่จีนไม่สนใจว่าโซเวียดจะช่วยเวียดนามหรือไม่
จีนยกกองทัพลงใต้รบกับเวียดนามโดยไม่เกรงกลัวสัญญาที่เวียดนามทำกับโซเวียด

แต่โซเวียดได้เคยติดจรวดต่อสู้อากาศยานให้เวียดนามไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วก่อนสงครามจะเกิด
ทางชายแดนตอนเหนือเวียดนาม มีจรวดไว้ดักยิงเครื่องบินจีนโดยเฉพาะ

ตอนนั้น รองนายกเติ้งเสี่ยวผิง เป็นคนแรกที่สนับสนุนให้ทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม
เพื่อสกัดกั้นความลืมตัวของเวียดนาม ที่อ้างว่าเวียดนามคือมหาอำนาจอันดับสามของโลก
แล้วเวียดนามยังยิงปืนใหญ่เข้ามาตอดตามชายแดนจีน ทำให้ชาวนาจีนตายไป 2 คน
เวียดนามมีความต้องการที่จะยึด ลาวเขมรไทย อยู่แล้ว
แต่กับไทย เวียดนามพกความแค้นมาด้วย ผู้บัญชาการทหารบกของเวียดนาม (ชื่อไรจำไม่ได้ )
เคยประกาศจะเอาเลือดคนไทยล้างเท้าสังเวยคนเวียดนามที่ตายในสงครามเวียดนาม
หากตอนนั้น เวียดนามเข้ามาไทยได้ รับรองเกิดหายนะบนแผ่นดินไทยแน่นอน
เวียดนามไม่เหมือนญี่ปุ่นนะครับ เพราะญี่ปุ่นไม่เคยมีความแค้นกับไทยมาก่อน
แล้วไทยก็ยอมเป็นลูกน้องญี่ปุ่นโดยดีด้วย

รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีนตอนนั้น (ชื่อไรจำไม่ได้อีกแหละ )
คนๆคนนี้ หัวรุนแรงมาก เคยประกาศว่าจะเอาไทยให้เป็นคอมมิวนิสต์ให้ได้
ตอนที่ไทยมาขอความช่วยเหลือจากจีนรัฐมนตรีคนนี้ ไปบอกกับเติ้งเสี่ยวผิงว่า ให้ช่วยเหลือไทย
แต่ให้ช่วยหลังจากที่เวียดนามได้ปู้ยี้ปู้ยำประเทศไทยไปแล้ว
จากนั้นจีนจึงค่อยเอากำลังทหารเข้ามาปลดปล่อยประเทศไทยจากเวียดนาม
และให้คงกองกำลังทหารจีนไว้ที่แผ่นดินไทยต่อไปเรื่อยๆ
แต่เติ้งเสี่ยวผิงได้กล่าวในที่นั้นว่า
" ช่วยเหลือมิตร ต้องช่วยให้ทันการณ์ "
รองนายกเติ้ง จึงออกคำสั่งให้ทหารจีนจาก 2 มณฑลทางใต้ เตรียมรบกับเวียดนาม
โซเวียตรรู้ว่าจีนเอาจริง เลยประกาศว่า " หากทหารจีนรุกล้ำเวียดนาม ปักกิ่งจะได้ลิ้มรสอาวุธนิวเคลียร์ "

จีนก็ประกาศกลับเช่นเดียวกัน" เมื่อโซเวียตใช้อาวุธนิวเคลียร์ มอสโคก็จะได้ลิ้มรสอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน "


Specifications

Official name: DongFeng 31A (DF-31A)
NATO reporting name: CSS-9 Mod-2
Contractor: CASIC 4th Academy
Service status: In service
Configuration: Three-stage, solid propellant
Deployment: Road mobile, 8X8 tractor truck + 8-wheel trailer; or silo
Length: 13m
Body diameter: 2.25m
Launch weight: 42,000kg
Range: 10,700~11,200km
Re-entry vehicle mass: 700kg (or 1,050~1,750kg)
Warhead: One single 1,000kT yield
Guidance: Inertial + stellar update
Accuracy: 100~300m CEP
Launch preparation time: 15~30 min


Last update: 15 February 2009

http://www.sinodefence.com/strategic/missile/df31.asp

จีนทำสงครามกับเวียดนาม โซเวียดไม่กล้าเข้ามายุ่งกับจีนสักนิด
ทั้งที่เวียดนามกับโซเวียดมีสัญญาที่จะต้องช่วยเหลือกัน

ทหารที่จีนเอาเข้ามาในเวียดนาม ไม่ใช่ 6 แสนคนแต่เอามาแค่ 2 แสนคนนอกนั้นไม่ใช่ทหาร
จีนเข้าเวียดนาม โดยไม่เน้นกำลังรบทางอากาศเพราะกลัวจรวดต่อสู้อากาศยานที่โซเวียด
ให้กับเวียดนามที่พรมแดนตอนเหนือจีนจึงเน้นกำลังรบทางบก รบกัน 16 วัน จีนเดินทัพถึงฮานอย
เวียดนามหนีกระเจิงผู้ใหญ่จีน สั่งทหารจีนห้ามยิงหรือทำร้ายชาวบ้านเด็ดขาด
และสั่งห้ามทหารจีนเข้าไปในบ้านของชาวบ้านด้วย
หากบ้านใดเปิดประตูบ้านทิ้งอ่าซ่าไว้ ทหารจีนก็ช่วยปิดประตูบ้านให้ด้วย
เพราะกลัวทหารเวียดนามจะมาปล้นขโมยของชาวบ้านเวียดนามด้วยกันเอง

แล้วที่จีนถอยทัพกลับหลังจากที่ยึดฮานอยได้เพราะ จีนต้องการประกาศให้โลกรู้ว่า
จีนไม่ต้องการขยายอำนาจอิทธิพลใดๆแล้ว ประเทศต่างๆที่หวาดกลัวภัยคอมมิวนิสต์นั้น
เป็นเพราะได้รับการฝังหัวถึงความโหดร้ายของคอมมิวนิสต์จากชาติตะวันตก
ตอนนั้น ในเมืองไทยมีไอ้บ้านายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง กับอีกหนึ่งรัฐมนตรี
ที่ชอบด่าจีนแดง คำสองคำก็ไอ้เจ๊ก ไอ้จีนโจรคอมมิวนิสต์
ผมอยากรู้ว่า ไอ้สองคนนี้ มันทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง
ตอนนั้น ใครด่าเจ๊ก จะได้คะแนน ได้เสียงเฮ สนุกสนาน


ผมอยากรู้ว่า ในแผ่นดินสยามนี้ ชนเชื้อชาติใดที่ทำบุญคุณให้กับแผ่นดินนี้มากกว่ากัน
อย่าอ้างถึงความเป็นคนพื้นเมืองเลยครับ

ผมขอประกาศตัวเลย ผมโปรจีน ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆกระทำโดยเปิดเผย
และไม่กลัวข้อหาเจ๊กคอมมิวนิสต์หรอกครับเพราะตัวผมก็เจ๊กโดยสายเลือด
ผมไปอยู่แผ่นดินไหนในโลก ก็คือเจ๊กอยู่วันยังค่ำสัญชาติเปลี่ยนเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนเสื้อผ้า
แต่เชื้อชาติติดตัวไปจนตายลูกเราหลานเรา มันก็ยังเจ๊กเช่นเดียวกับเรา


อย่าว่าแต่ทำสงครามกับเวียดนามเลยครับ จีนก็ทำสงครามกับอินเดียมาแล้ว
อินเดียเป็นลูกน้องโซเวียด มีสัญญาช่วยเหลือกันไม่เห็นโซเวียดจะกล้าเข้ามาช่วยเหลืออินเดีย
ทหารจีนรุกเข้าพรมแดนอินเดียมาตลอด ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด อินเดียต้องไปฟ้องชาวโลก
เทียวไปเทียวมาไร้จุดหมายไปหาอเมริกาให้ช่วย แต่อเมริกาเงียบเป็นเป่าสาก

จากคุณ :
รู้จริง - [19 ส.ค. 48 12:19:09A:61.91.84.62 X: TicketID:093548]


http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1253370101



โฟนอิน-พ.
ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโฟนอินครบ 3
ปีรัฐประหารบอกให้คนไทยปรองดองจะเป็นพระโอสถชั้นดีที่คนไทยจะได้ร่วมกันถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



2009-09-19 เวลา 21:18:46

มติชนออนไลน์
"ทักษิณ"โฟนอินชี้โอสถที่ดีที่สุดคือความปรองดอง

P { margin: 0px; }

ต่อคลิปวิดีโอ "ทักษิณ" โฟนอิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่
19 กันยายน ที่ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 ในเวทีคนเสื้อแดงจัดงานรำลึก
3 ปีรัฐประหารโค่นล้มอำนาจพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี มีประชาชนคนเสื้อแดงเดินทางเข้าร่วมจำนวนมาก
จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณสวมเสื้อสีขาวทับด้วยแจ๊คเก็ตสีแดง
ได้โฟนอินเข้ามากล่าวว่า ตอนนี้อยู่ใกล้เสียงชัดดี ก่อนจะกล่าวถึง
นายนวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ฆ่าตัวตายด้วยการผูกคอตายใต้สะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิตต่อ
ต้านการรัฐประหารและขอให้คนเสื้อแดงยืนไว้อาลัย
นายนวมทองที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาประชาธิปไตย
เห็นว่าอำนาจเผด็จการเป็นสิ่งเลวร้ายต่อแผ่นดินควรภูมิใจที่นายนวมทองได้เสียสละชีวิต
ไม่มีใครเสียสละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยและขอยืนไว้อาลัยให้กับนายนวมทอง
และขอบริจาคเงินให้แก่ภรรยาลุงนวมทองเล็กน้อย จำนวน 5 หมื่นบาท


ขณะที่เวทีคนเสื้อแดงได้มอบเงินจำนวน 5 หมื่นบาทให้กับภรรยานายนวมทองถึงกับเป็นลม จนต้องหามลงจากเวที

"วันนี้เป็นวันที่ครบ 3 ปีการปฏิวัติรัฐประหารศตวรรษที่ 21
คนทั้งโลกมองว่าประเทศไทยได้พัฒนาตัวเองเกือบจะพัฒนาแล้ว
และได้ถอยหลังเข้าคลองสู่เผด็จการรัฐประหาร ผมเป็นห่วงคนทั้งประเทศบอบช้ำ
การที่พยายามจะขจัดกันโดยอยู่ระบอบนอกประชาธิปไตย
การต่อสู้ซึ่งสามารถที่จะใช้การพูดจาก็จบแต่ใช้อาวุธมากมายแม้แต่อาวุธ
นิวเคลียร์ก็ต้องใช้แล้วถูกสารกัมมันภาพรังสีตายไปเอง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า อยากให้ทุกคนในชาติปรองดองกัน
เพราะความสามัคคีปรองดองของคนในชาติจะเป็นพระโอสถชั้นดีที่คนไทยจะได้ร่วม
กันถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253372943&grpid=01&catid=


วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 22:25:50 น.
มติชนออนไลน์

บรรยากาศ"เสื้อแดง"ชุมนุมท่ามกลางสายฝนกระหน่ำน้ำท่วมเจิงนองก็ไม่ถอย

P { margin: 0px; }
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมือเวลา 16.30 น. วันที่ 19 กันยายน
ที่ลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
หรือกลุ่มคนเสื้อแดงได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังจากที่พายุฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้กลุ่มผู้
ชุมนุมแยกย้ายกันไปหาที่หลบฝน จนกระทั่งฝนหยุดขจึงได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ทั้งนี้บนเวทีเริ่มเปิดปราศรัยอย่างดุเดือดอีกครั้ง
และเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมชุมนุมในโอกาสครบ 3 ปี รัฐประหารภายใต้ชื่อ "3 ปีต้านอำมาตยา สถาปนารัฐไทยใหม่"


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1253355498&grpid=&catid=08



วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 17:17:57 น.
มติชนออนไลน์

พบศพ"นักเขียนชินจัง"แล้ว ที่จังหวัดกุมมะ นอนอยู่ใต้ก้อนหิน

P { margin: 0px; }
จากกรณีที่มีข่าวนายยชิโอะ อุสึอิ เจ้าของผลงานการ์ตูนเรื่อง "ชินจังจอมแก่น" ได้หายตัวไประหว่างปีนเขา
ล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงาน โดยอ้างสถานีโทรทัศน์ทีบีเอสของญี่ปุ่นว่า ขณะนี้ได้พบศพของนายโยชิโอะ
นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น ชื่อดัง วัย 51 ปี เจ้าของผลงานซีรีย์การ์ตูนยอดนิยม "เครยอน ชินจัง" หรือ "ชินจังจอมแก่น"
ที่ได้รับความนิยมจากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกันทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของญี่ปุ่น
ระบุชี้ชัดว่าเป็นร่างของนักเขียนชินจัง จากการสันนิษฐานเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายของศพ

ร่างของนายอุสึอิถูกพบบริเวณใต้ก้อนหิน ของภูเขาจังหวัดกุมมะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเวลา 15.53 น. ตามเวลาท้องถิ่น
หรือราว 14.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หลังสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่านายอุสึอิ
ได้หายตัวไปจากบ้านพัก ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยสื่อท้องถิ่นเผยว่านักเขียนการ์ตูนออกเดินทางไปปีนเขา

เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมาม มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า
ตรวจพบสัญญาณมือถือของนายอุสึอิ ก่อนที่หายตัวไป พบว่าอยู่บริเวณเมืองคารุอิซาว่า จ.นางาโนะ
ซึ่งห่างจากเมืองคาซึคาเบะ บ้านของเขาราว 100 กิโลเมตร ที่สำคัญบริเวณดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขา
และอยู่ติดกับจังหวัดกุมมะพอดี


http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000109572

“ผู้บริหาร-นักเตะ เรือใบสีฟ้า” เดือด! แฉ “นช.ทักษิณ” เกือบทำทีมฉิบหาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
19 กันยายน 2552 17:02 น.


อ่านรายงานภาษาอังกฤษฉบับเต็ม :
- How the takeover of Manchester City came just in time to rescue a club in disarray จาก The Guardian

เกี่ยวกันมั๊ยน้อ

เนวินปัดข่าวหลุดคดีกล้ายาง วอนฟังตัดสินพรุ่งนี้
วันที่ 20 กันยายน 2552 21:34
"เนวิน"ปฏิเสธ ไม่เคยพูดหลุด"คดีกล้ายาง" ยันไม่จัดงานฉลองวันประชุมพรรค 22ก.ย.
วอนคนปล่อยข่าว หยุดโจมตี ให้รอฟังคำตัดสินพรุ่งนี้

เนวินสาบาน! ไม่ได้เข้าพบ ป๋าเปรม

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน 2552

Posted by
ศรีลำดวน

http://video.google.com/videoplay?docid=7237021767380110529&hl=en#
[googlevideo] [/googlevideo]

หากวันนั้น...คนไทย เลิกศรัทธาต่อคำว่า "ประชาธิปไตย"

วันที่ 21 กันยายน 2552 02:00
หากวันนั้น...คนไทย เลิกศรัทธาต่อคำว่า "ประชาธิปไตย"

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมเดินทางอยู่ข้างนอกแต่ติดตามข่าวคราวผ่านอิน
เทอร์เน็ตได้นาทีต่อนาทีอีกทั้งยังสามารถส่งข่าวและความเห็นผ่านTwitterได้
ตลอดเวลา
ยิ่งสามารถรับรู้ข่าวสารและความเห็นต่อบ้านเมืองเรารวดเร็วฉับพลันมาก
เท่าไร ก็ยิ่งเกิดความรันทดกับสภาพบ้านเมืองของตนเองมากเท่านั้น
เพราะทุกแห่งที่ผมไปและสนทนากับผู้คน ก็ยิ่งเห็นว่าคนไทยเรากำลัง "หมดสภาพ"
ในการลุกขึ้นมาร่วมกันสร้างชาติบ้านเมืองอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีก..
อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้
ผมเคยมีความรู้สึกอย่างนี้กับบางประเทศในเอเชียหรือในยุโรปตะวันออกและ
แอฟริกา แต่เชื่อไหมว่าแม้ประเทศที่ผมเคยรู้สึกว่าแย่ที่สุด
ฟื้นยากที่สุดเพราะมัวแต่ฟาดฟันและทำลายล้างกันเองไม่หยุดหย่อนนั้น
ท้ายที่สุด เขาก็หาทางออกร่วมกันจนได้
เพราะเมื่อบ้านเมืองต้องพังพินาศจากการยื้อแย่งอำนาจของกันและกันแล้ว
ถึงจุดหนึ่งคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งผลประโยชน์อย่างบ้า
คลั่ง ไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ก็จะลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนของตนที่จะไม่ยอมให้พวกเขากระชากลากถูประเทศชาติให้
เสื่อมทรุดลงไปต่ำกว่าก้นเหว
ไม่ต้องแปลกใจว่า เมื่อสำรวจความเห็นคนไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผลออกมาก็คือส่วนใหญ่มองว่าความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อสีต่างๆ นั้น คือ
ปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นของเขาต่อสังคมไทย
ที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เพียงว่าคนไทยมองไม่เห็นทางออกจากความแตกแยกของ
สังคมอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่ที่วิเคราะห์ได้โดยที่คนไทยยังไม่ได้พูดออกมาชัดเจน คือ
ความเลื่อมใสศรัทธาต่อระบอบ "ประชาธิปไตย" เริ่มจะสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด
เพราะคนไทยจำนวนไม่น้อยคงจะสรุปกับตัวเองว่าหากสิ่งที่เราประสบมาหลายปี
แห่งความวุ่นวายปั่นป่วนคือส่วนหนึ่งของความเป็น "ประชาธิปไตย" พวกเขาก็อาจจะเริ่มเห็นว่า
นี่คงไม่ใช่สิ่งที่ประเทศชาติควรจะได้เพราะถ้าประชาธิปไตย
หมายถึง การที่ผู้คนจะต้องถูกบังคับให้เลือกเพียงระหว่าง "ระบอบทักษิณ"
หรือ "การปฏิวัติ" เท่านั้น นั่นย่อมเป็นการผลักดันให้คนไทย "ติดมุม"
และถูกกดดันให้ต้องเลือกในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการจะเลือก
ครบรอบ 3 ปีหลังการปฏิวัติ
คนไทยก็คงจะยิ่งเห็นชัดว่าความขัดแย้งที่มีผลกระทบต่อทุกด้านของสังคมไทย
นั้น มิได้อยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาทางออกที่สังคมจะได้ประโยชน์ที่สุด
หากแต่อยู่ที่ว่า ฝ่ายไหนจะสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่าหรือพูดให้เห็นภาพง่ายกว่านั้น
ก็คือฝ่ายไหนจะสามารถกดดันขู่เข็ญให้คนจำเป็นต้องอ้างว่าอยู่ข้างพวกเขาได้มากกว่าเท่านั้น
ที่ตะโกนก่นด่ากันไปมาว่าฝ่ายนั้นคือ "อำมาตย์" และฝ่ายนี้เป็น
"ซ้ายคืนชีพ" หรือจะเรียกขานกันด้วยศัพท์แสงการเมืองหยาบๆ กร้านๆ
ก็ล้วนเป็นลูกเล่นเพื่อสาดใส่ข้อหาต่อกันเท่านั้น
หาได้มีความหมายที่เป็นสาระที่แท้จริงแต่ประการใดไม่
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าไม่นานคนไทยก็จะเลิกศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย"
เพราะมันหมายความถึงเพียงการปะทะกันของคนไม่กี่กลุ่มในสังคมเพื่อเอาชนะด้วย
วิธีการต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการแห่งความเท่าเทียม เสมอภาค
และการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้นเอง
อะไรจะเกิดขึ้น หากคนไทยเลิกเชื่อใน "ประชาธิปไตย" และตัดสินใจว่าไม่มีผู้ที่กำลังเผชิญหน้า
เพื่อยึดอำนาจรัฐเป็นของตนฝ่ายใดจริงใจกับประชาชนอย่างแท้จริง?
ภาพที่พอจะมองเห็นน่าหวาดหวั่นเกินกว่าที่ผมจะไม่กล้าคิด

เทิดทูน เสรีภาพ เสมอภาค และ ภราดรภาพ
ตั้งแต่ 2475 กันไม่ใช่หรือ? ผลจึงออกมาแบบนี้









http://www.thaipost.net/news/240909/11248

ตอบ คุณทัสสึ

ไม่เอาเพลงแผ่นดินของเราหรือครับ ให้คุณวีระ สมความคิด
ทำเสียงใหญ่ๆ เข้มๆ แล้วขยับลูกกระเดือก
"แผ่นน..ดีนนน...ของงง...ราววว...ต้องเปนนน...ของราววว..ชาติทายยยย"
คงจะฮึกห้าวเหิมหาญปลุกความรักชาติจนน้ำตาไหลเป็นเผาเต่า
เร้าใจยิ่งกว่าดูหนุ่มมาร์คแย่งเด็กประถมร้องเพลงชาติ (ไม่รู้ไอเดียใคร
ไร้กึ๋นสิ้นดี เปรียบเทียบกับแม้วคว้านกกระดาษจากมือ อ.สุริชัย
หวันแก้ว เอาไปสร้างภาพพับนกทั่วประเทศ จะเห็นว่ากึ๋นการตลาดคนละชั้น
อ.สุริชัยยังอ้าปากค้างอยู่จนเดี๋ยวนี้ ฮิฮิ)

พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ผมคิดว่าถ้าสื่อเป็นกลางจริง ตอนเช้าก็ต้องพาดหัวว่า
"แดงสงบเหลือง..."(โปรดเติมคำในช่องว่าง) เพราะม็อบเสื้อแดงชุมนุมโดยสงบ
ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องใช้เส้น
ขนาดเจอฝนก็ยังมีคนเต็มลานพระบรมรูปฯ
แต่พวกกระแนะกระแหนก็ยังว่าไม่สามารถต่อแถวถึงบ้านป๋าอย่างคำคุย
เสียดายถ้าผมยอมเป็นทัพที่สิบ ก็อาจจะยึดบ้านสี่เสาฯ ไปแล้ว
โดยส่งคุณทัสสึปีนข้ามรั้วเข้าไปล้างสมองเอามาเป็นพวก ฮิฮิ

อันที่จริงผมก็อยากจะไปไหนสักแห่งในวันที่ 19
ก.ย.เพื่อแสดงเจตนาต่อต้านรัฐประหารโดยไม่ต้องเห็นหน้า 3 เกลอ
แต่ไม่ยักมีใครจัด มาอ่านข่าวย้อนหลังก็มีแต่พวก
สนนท.กับกรรมกรไทรอัมพ์เขาจัดที่อนุสรณ์สถาน
แต่ไม่เป็นวงใหญ่ไม่กว้างขวาง อีกแห่งก็ที่เชียงใหม่ มหา'ลัยเที่ยงคืน
โห-ผมไม่มีปัญญาไป (ห้าทุ่มก็หลับแล้ว ฮิฮิ)
เอาไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ใครอยากจัดทัพที่สิบก็ชวนด้วย
เชื่อว่ามีคนอยากร่วมเยอะ

ที่เตรียมตัวไปอีกครั้งก็เดือนหน้านี้แหละครับ 33 ปี 6
ตุลา หวังว่าเพื่อนพ้องน้องพี่คงจะจัดงานกันง่ายๆ
ตามประสาม็อบไม่มีเส้นถูกฆ่าตายเกลื่อนกลาด
ส่วนพวกคนตุลาเสื้อเหลืองก็ขอให้ไปเตรียมจัดงานครบรอบปี
วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ 7 ตุลา อย่ามายุ่งกับงาน 6
ตุลาให้เสื่อมเสียอุดมการณ์ลูกเสือชาวบ้านอันสูงส่งเล้ย

ลูกเสือชาวบ้านภิวัตน์ก็ขอให้เดินหน้าทวงแผ่นดินไทยคืน
ผมสนับสนุนนะครับ ไม่ได้ซ้ำเติมซักหน่อย บอกแล้วว่าด่าไอ้เหล่ขายชาติ
จนมาร์ค ม.7 กับกษิต ภิรมย์ มีอำนาจแล้ว ไม่ทวงแผ่นดินไทยคืน
คุณยอมได้ไง ไหนว่าฮุน เซน เป็นกุ๊ย
ไหนว่าแผ่นดินใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของไทย ทำไมอยู่เฉย

ส่วนพวกชาวบ้านภูมิซรอลที่บังอาจมาราวีม็อบมีเส้น เห็นชัดๆ
ว่าเป็นคนไทยหัวใจเขมร (พูดเขมรด้วย-ฮิฮิ) สมควรแล้วที่ทั่น
ส.ว.จะเสนอให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านแม่มซะเลย
ถ้าเอาจริงต้องเปลี่ยนหมดนะครับ หมู่บ้านตำบลในสุรินทร์ บุรีรัมย์
ศรีสะเกษ ที่ไหนมีชื่อเขมรต้องเปลี่ยนให้หมด เช่น ตำบลกันทรอม
ปล่อยไว้ได้ไง แน่จริงต้องเปลี่ยนชื่อหมอผีเขมรแต่ชื่อพม่าด้วย ฮิฮิ
แต่ตอนนี้เขาเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องแล้วนะครับ ไหนว่าแน่
คตส.ก็แค่ยืมชื่อผมไปจัดงานราตรี

ซ้ายรุ่นคุณทัสสึน่าจะเลียนแบบซ้ายรุ่นผม
(ซึ่งไม่รู้เลียนแบบใครมาอีกต่อหนึ่ง) สมัยผมอยู่ธรรมศาสตร์ ปี 17
ชมรมดนตรีไทยได้ชื่อว่าสุดจะล้านปี พี่แกไม่สนใจใครจะม็อบใครจะมา
ชาวบ้านชาวนามานอนเต็มมหา'ลัยก็ยังตีฉิ่งฉับกันไปเรื่อย
พวกผมก็วางแผนยึด แบบที่คุณทำนี่แหละ แห่ไปสมัครสมาชิกกันล้นหลาม
ความจริงก็น่าสงสารเพราะพวกนี้ยังพาซื่อ
หลงดีใจว่ามีคนอยากเรียนดนตรีไทยเยอะ ที่ไหนได้พอเลือกตั้งกรรมการ
พวกฝ่ายซ้ายยึดเรียบ นี่คือที่มาของวงต้นกล้า เจ้าการะเกดเอย
ที่ไปดึงพี่เนาว์มาเป่าขลุ่ย เป่าไปเป่ามา
พี่เนาว์แกก็เป่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยทิ้งไปด้วย ฮิฮิ

วิธีการศรีธนญชัยแบบนี้
เข้าใจว่าใช้กันมาทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวานั่นแหละครับ
คือเอาชนะโดยไม่เลือกวิธีการ
(ไอ้พวกนักดนตรีไทยที่หลั่งน้ำตาเก็บของออกไปจากชมรมก็จะบอกว่าไม่แฟร์นี่
หว่า แต่ฝ่ายเราบอกว่าต้องเอาฉิ่งฉับมารับใช้ประชาชน)
แล้วมันก็ติดนิสัยอยู่ในการเมืองไทย ไม่ว่าพวกก้าวหน้า ล้าหลัง ขวา
ซ้าย มีอุดมการณ์ ไร้อุดมการณ์ โตแล้วแก่แล้วก็ยังใช้วิธีเหมือนตอนเด็กๆ

ส่วนที่ว่าเสื้อแดงเขาจะตั้งโรงเรียน
พรรคการเมืองใหม่เขาเดินสายซึมลึก จัดตั้งกันมานานแล้วครับ
ไอเดียเจ๋งกว่าด้วย
อย่างที่ผมเล่าว่าเขาตั้งโครงการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อสุขภาวะ
สังคม ของบ สสส. 126 ล้านบาท
ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางการเมือง 76 จังหวัด
เป็นแกนนำหลัก 2,200 คน แกนนำรอง 4,400 คน
ภาคีผู้ตื่นตัวอีกไม่รู้เท่าไหร่ ในระยะเวลา 4 ปี หัวใสมาก
(ฮิฮิ-ฮาไม่ออกเพราะมัวแต่ฮิฮิ)
จะเอาภาษีบุหรี่ที่เก็บจากผมไปสร้างพรรคการเมืองใหม่
ที่จริงเขาก็ไม่ได้บอกหรอกนะว่าเป็นพันธมิตร
แต่ผู้อำนวยการโครงการชื่อพี่เปี๊ยก ฮิฮิ ทีมงานนักวิชาการก็เช่น
พิชาย รัตนดิลก นักวิจัยก็เช่น แสงธรรม ชุนชฎาธาร ฮิฮิ
ผู้ก่อการดีทั้งนั้น เขาของบไว้พร้อมทั้งเงินเดือนผู้บริหาร 7 ล้านบาท
เงินเดือนคณะทำงาน 20 ล้านบาท ค่าจัดประชุมสัมมนา
เช่นงานมหกรรมภาคีเครือข่ายผู้ตื่นตัวทางสังคมและการเมืองแห่งชาติ
ของบไว้ 5.3 ล้านบาท เผื่อต้องยึดสนามบิน เอ๊ยไม่ใช่
เผื่อต้องมาประชุมโห่สามลาแบบทาร์ซาน

ไม่อยากจะพูดเล้ยว่าเท่าที่ผมได้ยินมา
ปีที่แล้วช่วงยึดทำเนียบฯ มีองค์กรเครือข่ายของบ
สสส.มาประชุมสัมมนาในกรุงเทพฯ พร้อมเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง
แต่เอาเข้าจริงไปประชุมกันที่ตึกไทยคู่ฟ้า (ฮาไม่ออก ฮิฮิ) ไม่รู้
สสส.รู้หรือเปล่า หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้

มันก็คงเหมือนสมัยเราเป็นฝ่ายซ้าย ยึดองค์การนักศึกษา
ยึดสภานักศึกษา แล้วจัดสรรงบประมาณให้ชุมนุมต่างๆ
ชุมนุมผมได้มากหน่อยเพราะพวกเดียวกัน
ชุมนุมเชียร์ตอนแรกโดนตัดงบซะหน้าเขียว
ก่อนจะมีฝ่ายซ้ายกลางบอกว่าเราต้องยึดชุมนุมเชียร์สิ
จะได้เอาน้องใหม่มาเป็นพวก ชุมนุมเชียร์เลยได้งบมากขึ้น

เสียอย่างเดียวนี่มันเป็นเงินภาษีบุหรี่ผมสิครับ จะใช้อะไรต่อไปต้องตรวจสอบกันให้ถึงที่สุด

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง


แก้ไขล่าสุดโดย att เมื่อ Sun Sep 27, 2009 3:31 pm, ทั้งหมด 6 ครั้ง

att

จำนวนข้อความ: 1077
Registration date: 08/10/2008

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: Behind the scene แบงค์ปลอมระบาดในประเทศไทย

ตั้งหัวข้อ  att on Wed Sep 23, 2009 4:58 pm

http://www.thaipost.net/news/250909/11303

25 กันยายน 2552 - 00:00

ตอบ คุณไทยนอกคอก

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการเขาบอกว่า "นายแน่มาก" แต่นอกจากเนวินแล้ว คนที่เปิดแชมเปญฉลองยังได้แก่เครือซีพี.
เจ้าสัวธุรกิจข้ามชาติผู้มีเขยเป็นรัฐมนตรีทุกยุค กระทั่งนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ยังขอผ่อนส่งไถ่ถอนซับไพรม์ไม่สำเร็จ
โอ้ ถ้าเครือซีพี.ต้องคำพิพากษาว่าทุจริตคิดมิชอบ แหลกกระทั่งกล้ายาง เจ้าสัวผู้ชอบอวดตัวเป็นปราชญ์ พูดทีไร
ต้องมีคนฟัง (ทั้งที่พูกไม่ชัก) จะเอาหน้าไปทำธุรกิจกับเจ๊กแขกฝรั่งที่ไหนละคร้าบ แต่ฟามจิงก็ต้องเป็นฟามจิง
พวกลื้อว่าจิงหมาย ศาลท่านพิเคราะห์ถี่ถ้วงแล้ว ยกฟ้องให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง 8-1 ล่วย ม่ายช่าย 5-4

ผมละขำกลิ้ง วันสองวันที่ผ่านมาใครต่อใครพากันเขียนดักคอว่า พวกเสื้อแดงอย่าว่าศาลท่าน 2 มาตรฐานนะ
ท่านใช้มาตรฐานเดียวทุกคดี แสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้ตัดสินให้ผิดทุกคดีไป บลาๆๆ
ผมไม่บังอาจไปว่าศาลท่าน 2 มาตรฐาน แต่ที่ผมขำคือสังคมไทยนี่แหละ 2 มาตรฐานไปแล้ว ผู้มีคุณธรรมจริยธรรม
ที่เคยประณามไอ้ห้อยไอ้ยี้ ตอนนี้ก็ช่วยกันรับประกันว่า ฯพณฯ บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นยองใย ศาลตัดสินชอบแล้ว ฯลฯ
เคยย้อนถามมโนสำนึกตัวเองหรือเปล่าว่าถ้าเนวินยังอยู่กับทักษิณ จะออกมาช่วยกันอุ้มช่วยเรียกร้องให้เคารพ
คำพิพากษาอย่างนี้หรือไม่

ยุทธ ตู้เย็น เอ๋ย ถีบหัวทักษิณทิ้งไปเหอะ เหลิม 3 เกลอ ถ้ากลับตัวกลับใจสังคมไทยก็พร้อมจะโอบอุ้ม
ปล่อยให้ทักษิณมันผิดไปคนเดียว! ผมยังขำว่ามันเป็นหน้าที่อะไรของพวกเสื้อแดง หรือพวกปากหอยปากปู
อย่างผมที่จะต้องไปโวยวายคำพิพากษา ก็พวกท่านเชียร์รัฐประหาร ตั้ง คตส. รวบรวมคนดี คนซื่อ คนเก่ง
อย่างทั่นอุดม เฟื่องฟุ้ง ทั่นบรรเจิด สิงคะเนติ มาสอบสวนเอาผิดนักการเมืองผู้ถูกตราหน้าเป็นยี้ ขี้โกง
เห็นคุยนักคุยหนา คุยเฟื่องคุยฟุ้งว่าเอาผิดได้แน่ ทำงานเป็นปียังปิดคดีไม่ได้ ต้องต่ออายุ ไม่รู้หมดงบประมาณ
หมดค่าจ้างเงินเดือนไปเท่าไหร่ (แถมบางคนยังกินเงินเดือน 2 เด้ง 3 เด้ง)

ผมรึนึกว่าทั่นจะออกมาแถลงข่าวยืนยันผลการสอบสวน โต้แย้งคำพิพากษา ซึ่งมีสิทธิ์ทำได้นะครับ
พวกท่านก็ผู้พิพากษาทั้งนั้นย่อมรู้ว่าไม่หมิ่นศาล แสดงพยานหลักฐานที่พวกทั่นบอกว่ามัดแน่น เอาผิดได้แน่
เพื่อให้สังคมติดตามตรวจสอบต่อไป เผื่อครั้งนี้เอาผิดไม่ได้ ครั้งหน้าขุดคุ้ยหาหลักฐานเพิ่มมาเปิดคดีใหม่

ที่ไหนได้ ทั่นกลับออกมาแถลงข่าวด่าอัยการเป็นไฟ สรุปว่าผิดที่อัยการยังงั้นหรือครับ หรือว่าแก้ขวยที่ตัวเอง
ทำคดีล้ม เสียแรงมวลชนเสื้อเหลืองผู้มีคุณธรรมจริยธรรมฝากความไว้วางใจ OMG ไหนๆ ก็ไหนๆ จัดงาน
"ราตรีหมาเห่า" ฉลองความบริสุทธิ์ให้จำเลยทั้ง 44 ท่านเสียดีไหมครับ

ผมจำได้แม่นด้วย ว่าสื่อรายแรกที่เปิดโปงเรื่องทุจริตกล้ายางอย่างน่าปรบมือชื่นชม ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่เป็นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนี่เอง เขาถึงกัดฟันกรอดๆ "นายแน่มาก" ฉะนั้นถ้ามวลชนเสื้อเหลืองจะอ่อนน้อม
ยอมรับว่า ฯพณฯ เนวินเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เรื่องเก่าๆ จูบปากลืมเสีย พวกเสื้อแดงเขาก็คงไม่ว่ากระไรหรอกครับ

ขอแสดงความนับถือ

ใบตองแห้ง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20090924/78601/%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%82%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88.html
วันที่ 24 กันยายน 2552 14:22

ชมรมสื่อออนไลน์หนุนเคารพลิขสิทธิ์เผยแพร่

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ผนึกกำลังประกาศเจตนารมณ์ หนุนเคารพสิทธิ์เผยแพร่

และในกรณีที่มีการนำเนื้อหาจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตข่าวออนไลน์ไปเผยแพร่ในช่องทางเว็บไซต์อื่นที่มีลักษณะ
เป็นเชิงพาณิชย์หรือเจ้าของเว็บไซต์ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ผู้ประกอบการเว็บไซต์ที่นำข่าวสารนั้นไปผลิตซ้ำต้องเคารพในความมีลิขสิทธิ์และงานสร้างสรรค์ที่ผลิต
โดยเว็บไซต์สมาชิก

...http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000110369

好好先生

หาวห่าวเซียนเซิง : สุภาพบุรุษแสนดี
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
23 กันยายน 2552 18:24 น.

(hǎo) อ่านว่า ห่าว แปลว่า ดี (อักษรเสียง 3 เมื่อวางหน้าอักษรเสียง 3 ด้วยกันจะผันเสียง 2 ออกเสียงเป็น หาวห่าว)
先生 (xiān shēng) อ่านว่า เซียนเซิง แปลว่า สุภาพบุรุษ (เป็นคำสุภาพใช้เรียกผู้ชายหรือสามี)


ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ยังมีชายชาวเมืองอิ่นชวนผู้หนึ่ง นามว่า ซือหม่าฮุย(สุมาเต็กโช) ฉายา เต๋อเชา
เขาเป็นผู้ที่มีความถนัดจัดเจนในด้านการอ่านผู้คน
และเฟ้นหายอดฝีมือผู้ที่มีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ
ในช่วงชีวิตที่อาศัยยังเมืองจิงโจว ได้เคยสนับสนุนจูเก๋อเหลียง(ขงเบ้ง) และผางถ่ง(บังทอง)
ซึ่งในตอนนั้นต่างก็เป็นยอดคนอันดับต้นในแผ่นดิน ให้กับหลิวเป้ย(เล่าปี่) ได้รู้จัก

ทว่าในช่วงเวลาดังกล่าว อยู่ในยุคสังคมเสื่อมโทรมตกต่ำ
การต่อสู้ทางการเมืองมีการชิงไหวชิงพริบและซับซ้อนยิ่ง ซือหม่าฮุย
จึงแสร้งทำตนให้ดูภายนอกคล้ายดั่งเลอะเลือน
ไม่ว่าผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์หรือกล่าวถึงเรื่องอันใด ไม่ว่าจะร้ายหรือดี
เขากลับกล่าวเป็นเพียงคำเดียวคือ "ดี"

วันหนึ่ง ขณะเดินบนทางเท้า ซือหม่าฮุยบังเอิญพบกับคนคุ้นเคยรายหนึ่ง คนผู้นั้นเอ่ยทักทายเขาว่า
"สุขภาพของท่านเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีหรือไม่?" เขาจึงตอบกลับอย่างไม่ลังเลว่า "ดีแล้ว"

อีกวันหนึ่ง มีสหายเก่าแก่ผู้หนึ่งเดินทางมาที่บ้านของซือหม่าฮุย
แจ้งข่าวร้ายด้วยความเศร้าโศกเสียใจเนื่องจากการตายของบุตรชายอันเป็นที่รัก
ของตน โดยไม่มีใครคาดคิด ซือหม่าฮุยกลับเอ่ยตอบกลับเพียงคำเดียว
เป็นคำที่แสนคุ้นปากว่า "ดีแล้ว"

ภรรยาของซือหม่าฮุยทนไม่ไหว ได้แต่รอให้บรรดามิตรสหายเดินทางกลับไปแล้วจึงได้กล่าวโทษเขาว่า "
ผู้คนต่างก็คิดว่าท่านเป็นผู้ทรงคุณธรรม จึงได้พากันเชื่อฟังท่าน
เปิดเผยความในใจต่างๆ ออกมาให้ท่านฟัง
ทว่าเมื่อท่านได้ยินว่าบุตรชายของสหายเสียชีวิต กลับเอ่ยว่า "ดีแล้ว"
เช่นนี้ท่านนับเป็นอะไรได้"


ยิ่งไม่มีผู้ใดคาดคิด เมื่อซือหม่าฮุยเอ่ยตอบภรรยาไปว่า "ดีแล้ว คำกล่าวนี้ เจ้ากล่าวได้ดีแล้ว!"
เมื่อฝ่ายภรรยาได้ยินเขาเพียงกล่าวคำ "ดีแล้ว" ก็ให้เกิดบันดาลโทสะมากยิ่งขึ้น อับจนหนทาง
กระทั่งหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้เลยทีเดียว

ต่อมาภายหลัง ผู้คนนำสำนวน "หาวห่าวเซียนเซิง" หรือ "สุภาพบุรุษแสนดี" มาใช้เพื่อเปรียบเปรยกระทบผู้
ที่ไร้จุดยืนของตนเอง ไม่แยกแยะผิดถูก ไม่กล้าทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ใด
เอาแต่โอนอ่อนผ่อนปรนตามผู้อื่นร่ำไป
เพียงเพื่อรักษาความอยู่รอดปลอดภัยให้กับตนเองเท่านั้น

สำนวนนี้ใช้ในตำแหน่งประธาน(主语) หรือกรรม(宾语)

ตัวอย่างประโยค
小马是个好好先生。他总是盲目赞同老板说的话。
เสี่ยวหม่า เป็นพวก ~ เอาแต่หลับหูหลับตายกยอคำพูดของเจ้านาย





ชั่วฤาพอเลี่ยงได้.....................ทำดี

แต่เกิดมาอัป..รีย์....................เปลี่ยนยาก

ห่อนรู้จักความดี......................ทำอย่างไรฤา

เสพสมแต่ชั่วช้า.....................ดุจหนอนอาจม ฯ


หนอนกินอาจมร้อง...............หอมหวาน

ดุจพาลส่อสัน_ดาน...............ชั่วช้า

กลับกลิ้งสังคมกาล...............ให้ชั่ว ตามเฮย

ความดีมิอาจรู้......................ด้วยชาติแห่งสกุล ฯ


ความดีมิยากนัก................จักทำ

แต่ยากแยกสิ่งนำ..............ดีชั่ว

ใครเล่าจักชี้นำ.................แปลกชั่ว ดีเฮย

จึ่งยากจะแยกล้ำ...............ชั่วช้าฤาดี ฯ



โดย 333unit [25 ส.ค. 2551 , 04:05:30 น.]

http://www.intell.rtaf.mi.th/newsdetail.asp?id=45504

ตำราพิชัยสงคราม SUNTZU ๑๓ บทไม้ตาย
น.อ. จอม รุ่งสว่าง
คำนำของผู้แปล
SUNTZU เป็นชื่อตำราพิชัยสงคราม ๑๓ บทไม้ตายที่เก่าแก่ที่สุด ๑ ในหนังสือว่าด้วยการทหารของจีนโบราณ ๗ เล่ม
เสียงที่ชาวไทยอ่านว่า “ซุนซู๊ “ เป็นเสียงอ่านตามที่ชาวตะวันตกอ่าน มิใช่เสียงที่ชาวจีนอ่านออกเสียง คาดว่าไม่ ซุนวู
( ๕๑๔–๔๙๗ ปีก่อน ค.ศ.) หรือไม่ก็ ซุนปิง ( ๓๔๐ ปีก่อน ค.ศ.) เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น โดยใช้สำนวนจีนที่คมคาย เข้าใจง่าย
ประกอบกับใช้แนวคิดของชาวตะวันออกล้วนๆ และเป็นแม่บททางความคิดของทั้งลัทธิเต๋า และลัทธิขงจื๊อ อีกด้วย
อย่างไรก็ตามหากถอดความตรงตัวแล้ว อาจแปลได้ว่า “ ปราชญ์แซ่ซุน” มีการอ้างถึง SUNTZU บ่อยครั้งในระหว่าง
การเรียนการสอนเกี่ยวกับการสงครามของสถาบันการศึกษาวิชาชีพทางทหาร แต่ความจริงแล้วทหารไทยน้อยคนนัก
ที่เคยได้อ่านฉบับจริงจนจบเล่มหรือไม่ก็เพียงเคยได้อ่านจากเอกสารเรื่องอื่นๆที่ยังขาดความสมบูรณ์
...
ผู้แปลหวังอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักการอ่านทุกท่าน เพราะนอกจาก มันจะสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิต
และการทำงานประจำวันแล้ว เนื้อหาสาระของ SUNTZU ยังได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าอัดแน่นไปด้วย
“ FUNDAMENTAL DOCTRINE ” ที่จะทำให้ผู้ที่อ่านได้แตกฉาน สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของสงคราม
ได้เป็นอย่างดี ……
น.อ. จอม รุ่งสว่าง
รอง ผบ.รร.สธ.ทอ./ ผู้แปล
ตำราพิชัยสงคราม SUNTZU ๑๓ บทไม้ตาย

บทที่ ๑ แผนศึก
บทที่ ๒ เตรียมศึก
บทที่ ๓ นโยบายศึก
บทที่ ๔ ศักย์สงคราม
บทที่ ๕ จลน์สงคราม
บทที่ ๖ หลอกล่อ
บทที่ ๗ การแข่งขัน
บทที่ ๘ เก้าเหตุการณ์
บทที่ ๙ เคลื่อนกำลัง
บทที่ ๑๐ ภูมิประเทศ
บทที่ ๑๑ เก้าสนามรบ
บทที่ ๑๒ ไฟ
บทที่ ๑๓ สายลับ

บทที่ ๑ แผนศึก
๑. SUNTZU กล่าวไว้
การสงครามเป็นงานยิ่งใหญ่ มีความสำคัญต่อชาติใหญ่หลวง
ชี้ขาดความเป็นตายคนในชาติเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของชาติ
จึงต้องคิดอ่านพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างถึงที่สุด

ฉะนั้นจะต้องคิดคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ๕ ประการ และพิจารณาเปรียบเทียบ ๗
ประการ เพื่อเข้าใจสถานการณ์ได้ถ่องแท้ .... ๕ ประการดังกล่าว ได้แก่ :-

  • หนทาง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนแต่ละชั้นว่าสามารถอยู่ร่วมกัน ตายร่วมกันได้เพียงใด ( การเมืองภายใน )
  • สภาพแวดล้อม เงื่อนไขเอื้ออำนวยของจังหวะเวลา และภูมิอากาศ
  • สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์
  • แม่ทัพนายกอง ลักษณะคน
  • กฎ ระเบียบ วินัย


ปกติการคิดคำนึง และศึกษาเรื่องราว ๕ ประการ แม่ทัพนายกองทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้ว
แต่ผู้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเป็นผู้ชนะ ผู้เข้าใจลึกซึ้งน้อยกว่าเป็นผู้ไม่อาจชนะ
ฉะนั้นเพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าจำเป็นต้องมีการพิจารณาเปรียบเทียบอีก ๗ ประการ ดังนี้ :-

  • ผู้นำประเทศฝ่ายใดกำจิตใจคนในชาติมากกว่ากัน
  • แม่ทัพนายกองฝ่ายใดมีความสามารถมากกว่ากัน
  • เงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ฝ่ายใดได้เปรียบ
  • ฝ่ายใดรักษากฎ ระเบียบ วินัย เคร่งครัด กว่ากัน
  • กองทัพฝ่ายใดเข้มแข็งกว่ากัน
  • ทหารหาญฝ่ายใดได้รับการฝึกมามากกว่ากัน
  • การให้รางวัล และการลงโทษ ฝ่ายใดมีความยุติธรรมกว่ากัน


สำหรับ SUNTZU แล้ว จากที่กล่าวมา แม้ยังมิได้รบก็รู้แพ้ชนะกระจ่างแจ้งแล้ว

๒. ในกรณีแม่ทัพนายกองปฏิบัติตามการคิดคำนวณ ๕ ประการ และเปรียบเทียบ ๗ ประการของข้าพเจ้า
ถ้าเอาคนนี้มาใช้งานจะได้รับชัยชนะแน่นอนต้องเอาคนคนนี้มาใช้งานในกรณีแม่ทัพนายกองมิได้ปฏิบัติตาม
การคิดคำนวณ ๕ ประการ และเปรียบเทียบ ๗ ประการของข้าพเจ้า ถ้าเอาคนนี้มาใช้งาน
จะประสบความพ่ายแพ้แน่นอนต้องปลดคนคนนี้ทิ้งเสียถ้าปฏิบัติตาม และเข้าใจความคิดอ่านนี้
การเตรียมการก่อนออกศึกจะเกิด “พลังอำนาจ ” ซึ่งจะช่วยกองทัพในการศึกพลังอำนาจที่กล่าว
ช่วยให้ฝ่ายเราสามารถใช้ความอ่อนตัวบังคับสถานการณ์ได้ เปรียบให้ตกอยู่กับฝ่ายเรานั่นเอง
( พลังอำนาจ ...... ศักย์สงคราม )

๓. การศึกนั้นเป็นการเคลื่อนไหวด้วยเล่ห์เหลี่ยม
หมายถึงการกระทำที่กลับกันกับการกระทำปกติ ฉะนั้นเมื่อเข้มแข็งต้องให้เห็นว่าอ่อนแอ
เมื่อกล้าต้องให้เห็นว่ากลัว เมื่อใกล้ให้ดูไกล เมื่อไกลให้ดูใกล้เมื่อข้าศึกต้องการประโยชน์
เอาประโยชน์เข้าล่อ เมื่อข้าศึกวุ่นวายสับสนให้ฉวยโอกาสข้าศึกเหนียวแน่นให้ป้องกัน
ข้าศึกเข้มแข็งให้ถอยออกมา เมื่อข้าศึกโกรธให้ยั่วยุ ข้าศึกสบายทำให้พวกเขาเหนื่อยล้า
เมื่อข้าศึกกลมเกลียวทำให้แตกแยก โจมตีข้าศึกในที่ซึ่งไม่มีการป้องกัน รุกเข้าไปในที่
ซึ่งข้าศึกไม่คาดคิดเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ข้าศึก ก่อนรบไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่า
จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นไร ..

๔. ปกติการคิดอ่านก่อนออกศึกแล้วชนะ หมายถึงผลจากการคิดคำนวณ ๕ ประการเปรียบเทียบ๗ ประการ
แล้วมีทางชนะมากกว่าทางแพ้นั่นเอง แต่หากคิดอ่านก่อนออกศึกแล้วไม่อาจชนะก็หมายถึงผลจาก
การคิดคำนวณ ๕ ประการเปรียบเทียบ ๗ ประการแล้วมีทางชนะน้อยนั่นเอง ดังนั้น
จากการคิดคำนวณก่อนออกศึก ถ้ามีทางชนะมากจะชนะ ถ้ามีทางชนะน้อยกว่าก็จะมิอาจชนะ
สำหรับข้าพเจ้า เพียงสังเกตดังกล่าวก็รู้แพ้ชนะชัดเจนแล้ว


http://www.youtube.com/watch?v=OqWVO7d65PE&feature=player_embedded
เห็น คอมเม้นกันเยอะนึกว่า มีอะไร ด่ากันนี่เอง

แม่รงยิงใส่พวกเดียวกันเอง จรวด2.75 นิ้วทำเอง
ก็เงี้ยะห่วยไม่มีคุณภาพ เก่งแต่ปฎิวัติถุยยย
ไปตีกอลฟเหอะวะ

กองทัพไทยตกต่ำสุดๆ พอหรือยัง

http://www.oknation.net/blog/saedang/2009/02/07/entry-1
เล่าเรือง ฮ.คอบบร้า ยิงจรวด FFAR ขนาด 2.75 นิ้ว ช๊อตใส่พันจู่โจมเจ็บ 19

ทหารม้ารถถังเวลารบร่วมทหารราบบนพื้นดิน เมื่อเข้าตีด้วยกัน ใกล้ที่หมายก็จะหยุดเป็นฐานยิงเวลาทหารราบ
เข้ายึดที่หมาย วันนี้คอบบร้าสมมุติคือทหารม้าอากาศ ก็ทำการยิงสนับสนุนทหารราบจากบนฟ้าแทน พันจู่โจมเล่นเป็น
ทหารราบ มี ฮ.คอบบร้าเป็นทหารม้าอากาศ ยิงข้ามหัว เวลาเข้าตี เหมือนฐานยิงที่พื้นดิน แต่ลูกมันเก่าเก็บ 25 ปี
หมดอายุใช้งาน บ้านเราฝนตกชื้นด้วย วิ่งออกจากลำกล้องหล่นลงหัว ทหารพันจู่โจมโคตรซวยสุดๆ

ลูกจรวดขนาด 2.75 นิ้ว อายุเท่าเครื่องบิน หูตาไม่ค่อยดีแก่เต็มทน ยิงออกก็บุญแล้ว พันจู่โจมเป็นหน่วยขึ้นตรง
ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หน่วยบัญชาการนี้ใส่หมวกแดงทั้งหน่วยตั้งอยู่ลพบุรี มีค่าปีกโดดร่มทหารทั่วไป
ไม่มี ประกอบด้วยกองพลรบพิเศษ 4 กองพล รับผิดชอบ ลาว เขมร พม่า ปักษ์ใต้ แยกกันไป แต่พันจู่โจมเอาไว้เป็น
หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ตั้งมาหลังจากการรบที่ช่องบกเลิก ออกงานแรกไปยิงกรือเซะเสียตายเรียบ
จนใต้รบไม่เลิกทุกวันนี้
ฟิตทั้งกองพัน ได้ จปร.เก่งๆไปอยู่ทั้งนั้น เป็นผู้บังคับกองพัน งานนี้ฟิตวิ่งกันเต็มที่แต่ไม่ได้แหงนมองฟ้า จรวดหล่นใส่หัว
ดีไม่ตาย รบบ้านร่มเกล้าก็แบบนี้ เครื่องเอฟ 5 ทิ้ง ระเบิดนาลม์ลาว ขนาด 500 ปอนด์ ทิ้งผิดลงใส่ทหารกองพัน
ทหารม้าที่ 14 ที่กำลังบุกเข้าตีลาว ตายเรียบ 54 ศพ
และที่ลพบุรีนี่แหละ กรมทหารราบ ที่ 31 พัน 2 ฝึกใช้กับระเบิดกบกระโดด
ครูฝึกพลาดอย่างไรไม่รู้ ลูกศิษย์ตายเรียบพร้อมครู 18 ศพ ไม่มีใครเล่าได้ เพราะตายเรียบทั้งครูนักเรียนโชว์รูป
ฮ.อาปาเช่ หน้าอกเสื้ออาแดง ไอ้กันไปถึงไหนแล้ว ทหารม้าอากาศก็ยังไม่มา

ป๋าหลบพักบ้านไร้กังวล ไม่หวั่นม็อบเสื้อแดง
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
วันที่ 16 ตุลาคม 2552 21:15

เมื่อลงจากรถ พล.อ.เปรม ได้กล่าวทักทายทุกคนที่มาให้การต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
พูดคุยทักทายเป็นกันเอง ก่อนเดินทางเข้าไปพักผ่อนภายในบ้านพักและได้เรียกให้พล.ท.วีร์วลิตฯ , พล.ท.ธวัชชัยฯ ,
พล.ต.ท.กฤษฎาฯ และนายประจักษ์ฯ เข้าหารือเป็นการส่วนตัว 15 นาที จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน
กับผู้ที่มาต้อนรับโดยขณะนั่งทานอาหาร 1 ชั่วโมง โดยพล.ท.วีร์วลิตฯ มีสีหน้าเคร่งเครียดและนั่งไม่ติดถึงกับต้องลุกเดิน
ออกจากห้องเพื่อรับสายโทรศัพท์มือถือถึง 3 รอบ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า การเดินทางมาบ้านพักเที่ยวนี้
พล.อ.เปรมฯไม่ได้แจ้งกำหนดการให้ทราบ และไม่ได้ใช้รถตู้โฟล์ค หมายเลขทะเบียน ฮง - 9229 กทม.
แต่ได้ใช้รถตู้โตโยต้า อัลพาสแทนและในช่วงเย็นมีกำหนดจะไปตีกอล์ฟออกรอบที่สนามกอล์ฟภายค่ายสุรนารี
โดยมีการเตรียมกำลังสารวัตรทหารรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

http://profcomp.thaiddns.com/board/show.php?Category=khunnamob&No=619&forum=6&page=26&PHPSESSID=3b689551733ed474a972d7f5817ffaa0






http://topicstock.pantip.com/rajdumnern/topicstock/2006/08/P4589085/P4589085.html
ความคิดเห็นที่ 8
หมู่บ้านร่มเกล้า เป็นหมู่บ้านหนึ่งในหลายหมู่บ้านในเขตอำเภอชาติตระการ จ.พิษณุโลก ที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ห่าง
ออกไปทางทิศตะวันตกของ อ.ชาติตระการประมาณ 70 กม. (พอกับ กทม.-อยุธยา) และอยู่ห่างจากลาว
ประมาณ 10 กม.

ภูมิประเทศของหมู่บ้านร่มเกล้าเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนและสูงชัน เช่น ภูสอยดาวที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นอุทยานแห่ง
ชาติไปแล้ว ราษฏรที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งประมาณ 100 ครัวเรือนหรือประมาณเกือบ 700 คน
มีถนนเชื่อมต่อ 3 จังหวัด คือ อ.นาแห้ว จ.เลย อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก และ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์

ก่อนหน้าที่จะมีการปะทะกับทางลาวนั้น ทหารรัฐบาลเคยมีปัญหากับ ผกค.แถบนี้มาหลายครั้งแล้ว เพราะเป็น
พื้นที่ชายแดนที่ติดกับลาว

ในส่วนของพื้นที่ที่เป็นสมรภูมิ จะเป็นพื้นที่บริเวณภูเมี่ยง ภูสอยดาว ซึ่งเป็นทิวเขาที่กั้นระหว่างไทยกับลาว
สาเหตุที่เรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านร่วมเกล้า เพราะในอดีตเป็นฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของ พคท.ซึ่งทางการไทยได้ใช้
กำลังเข้าปราบปรามหลายครั้ง จนกระทั่งสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และมีผู้เข้าร่วมพัฒนาชาติไทย
อพยพลงมาหลังปี 2525 ที่พคท.แพ้ศึกอย่างเด็ดขาด ทางรัฐบาลจึงได้จัดสรรที่ดินทำกิน และตั้งหมู่บ้านให้โดยให้
ชื่อว่าบ้านร่มเกล้า โดยได้จัดทหารพรานไว้เป็นชุดคุ้มครองหมู่บ้าน 1 กองร้อย

เหตุการณ์บ้านร่มเกล้าเกิดขึ้นในปี 2530 ซึ่งจากการสืบทราบภายหลัง ทราบว่าได้มีการขนย้ายอาวุธปืนอาร์ก้า
จำนวน 50 กระบอก พร้อมกระสุน 50,000 นัด กระสุนอาร์พีจี 1,500 นัด ลูกจรวด 150 ลูก ปตอ.57 จำนวน 2
กระบอก ออกจากคลังอาวุธที่เมืองหลวงพระบางเมื่อวันที่ 11 พ.ค.2530 และเดินทางต่อมายังแขวงไชยบุรีที่ติด
กับไทย ขณะที่ในไทยยังไม่มีการรายงานเหตุการณ์ผิดปกติแต่อยางใด
วันที่ 30 พ.ค.2530 ได้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายประมาณ 30 คนใช้อาวุธปืนยิงเข้ามาที่บ้านร่มเกล้า และเผา
ทำลายรถแทรกเตอร์ของบริษัทที่ทำไม้สัมปทาน ทหารพรานที่ทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้านได้เข้าไปปะทะกับกอง
กำลังนี้ ผลปรากฏว่าได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ชาวบ้านเสียชีวิต 1 นาย พนักงานขับรถแทรกเตอร์เสียชีวิต 1 นาย

วันที่ 1 มิ.ย.30 กองกำลังในเครื่องแบบของทหาร สปป.ลาว ได้เข้มาจับราษฏรไทยในเขตประเทศไทย พร้อมพา
ตัวข้ามเขตไปจำนวน 7 คน ซึ่งสามารถหลบหนีมาได้ 1 คน นำไปขังไว้ที่บ่อแตน และส่งเรื่องมาให้นายอำเภอนา
แห้วให้เข้าไปเจรจาว่ามีราษฏรไทยบุกรุกเข้าไป ซึ่งนายอำเภอไม่ยอมเจรจา เนื่องจากยืนยันได้ว่าเป็นเขตแดน
ไทย
27 ก.ย.2530 ได้เริ่มปะทะกับกองกำลังจำนวนมาก และมีการใช้อาวุธหนักเข้าโจมตี การปะทะยืดเยื้อไปจนถึง 6
ต.ค.และสถานการณ์ได้เงียบสงบลงจนเหมือนกับเหตุการณ์ยุติลงแล้ว

20 ต.ค.30 ทหารไทยเข้าไปเคลียร์พื้นที่ พบร่องรอยการก่อสร้างเพื่อตั้งฐาน และพบว่ายังมีกองกำลังต่างชาติอยู่
ในเขตแดนไทยอีกจำนวนหนึ่งและอยู่ระหว่างการสับเปลี่ยนกำลังและส่งกำลังบำรุง

4 พ.ย.30 กองทัพภาค 3 เสริมกำลังจำนวน 1 กองร้อย ป.155 เข้าสนับสนุนการปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อเตรียมเข้า
ยึดที่หมายที่ 1 และ 2 โดยเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีจากแนวด้านตะวันตกไปทางตะวันออก สามารถยึดพื้นที่เป้า
หมายแรกได้ แต่ไม่สามารถขึ้นไปยึดพื้นที่หมายแห่งที่ 2 ได้ (เนิน 1428) เนื่องจากถูกต่อต้านจากจรวดแซมและ
ปืนใหญ่อย่างหนักถึง 5-600 นัด โดยไม่สามารถพิสูจน์ทราบตำแหน่งที่ตั้งปืนใหญ่ข้าศึกได้

6 พ.ย. เปลี่ยนแผนเข้าตีใหม่ โดยเข้าจากทางทิศเหนือ และได้ตรวจพบกองกำลังฝ่ายตรงข้ามจำนวนประมาณ
100 คน ที่ริมน้ำเหือง จึงเข้าโจมตีจนกองกำลังดังกล่าวถอยร่นข้ามเขตแดนไป เสร็จแล้วจึงขึ้นไปตีที่หมายเดิมอีก
ครั้ง แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้

8 พ.ย. เข้าตีใหม่อีกครั้ง ทางด้านทิศใต้ แต่พบว่าเป็นพื้นที่ที่สูงชันกว่าเดิม ไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงต้องกลับมา
ปรับแผนใหม่อีกครั้ง

ในการรบที่บ้านร่วมเกล้านั้น กองทัพอากาศมีส่วนในการรบอย่างมาก โดยมีการนำเอาเครื่องเอฟ 5 เข้าโจมตี
หลายครั้ง ซึ่งเครื่องหนึ่งได้ถูกจรวดแซม 7 (แบบประทับบ่า)ยิงขึ้นมาถึง 3 ลูก แม้ว่าจะหลบไปได้ 2 ลูก แต่อีกลูก
หนึ่งได้ยิงถูกท้ายเครื่องบิน ทำให้เครื่องยนต์หลุดออกมา แม้ว่านักบินจะกระโดดออกมาได้ แต่ก็ต้องเสียเครื่อง
บินไป ซึ่งซากเครื่องบินลำดังกล่าวทางลาวได้นำมาตั้งแสดงไว้ที่เวียงจันจนทุกวันนี้

ในส่วนของกองทัพอากาศที่ได้เข้าปฏิบัติการระหว่าง วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ถึง วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
นอกจากเอฟ 5 ซึ่งเป็นเครื่องบินโจมตีหลักแล้ว ยังมีการสนับสนุนด้วยเครื่องโอวี 10 (เครื่องบินที่ผลิตมาเพื่อ
ปราบคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะ) ซึ่งมีวีรกรรมที่น่ายกย่องของเสืออากาศไทย ซึ่งท่านทั้ง 2 ได้รับเหรียญกล้าหาญ
จากสมรภูมินี้ด้วย จึงขอยกมาอ้างถึงในที่นี้เสียด้วยเลย

"ในวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ เวลา ๑๒ นาฬิกา ๕๗ นาที นาวาอากาศโท สมนึก เยี่ยมสถาน และ เรืออากาศ
เอก ไพโรจน์ เป้าประยูร นักบินกองบิน ๔๑ ฝูงบิน ๔๑๑ ได้รับมอบภารกิจให้นำเครื่องบินโจมตีแบบ ๕ (OV-10)
ปฏิบัติการบินโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหาร ขณะบินปฏิบัติการเหนือพื้นที่ดังกล่าว เครื่องบินถูกกอง
กำลังภาคพื้นของฝ่ายตรงข้ามยิงด้วยอาวุธต่อสู้อากาศยานชนิดต่าง ๆ อย่างหนัก นาวาอากาศโท สมนึกฯ และ
เรืออากาศเอก ไพโรจน์ฯ ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการบินหลบหลีกการยิงต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม โดยมิได้
หวาดหวั่นต่ออันตรายใด ๆ คงทำการบินด้วยความมุ่งมั่นให้ภารกิจที่ได้รับมอบสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จนในที่สุด
เครื่องบินถูกยิงที่บริเวณส่วนหางและเครื่องยนต์ด้านขวา ทำให้เครื่องยนต์ระเบิดกลางอากาศ ได้รับความเสีย
หายอย่างหนักไม่สามารถบังคับเครื่องบินต่อไปได้ จำเป็นต้องสละเครื่องบินเหนือพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามครอบครอง
อยู่และได้ถูกควบคุมตัวโดยกำลังฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
(พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้รับนักบินทั้งสองนายกลับประเทศไทย และทั้ง 2 นายได้รับเหรียญกล้าหาญจากการ
ปฏิบัติภารกิจนี้ด้วย
เอฟ 5 ลำที่ถูกยิงตกนั้น เป็นหัวหน้าฝูงที่ดิ่งเข้าโจมตีเป็นลำแรก ซึ่งหัวหน้าฝูงเดิมเป็นนักบินอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่
เครื่องบินจะขึ้น มี hot line เข้ามา ห้ามคนนี้ขึ้นบิน (คนนี้เป็นใคร คุณสื่อศิลป คงทราบดีอยู่)

นักบินที่รับตำแหน่งหัวหน้าฝูงแทน ได้รับคำสั่งให้เข้าโจมตีโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซี่งแหล่งข่าวแจ้งว่าเป็นที่เก็บอาวุธ
และไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ แต่เจอ "แซม" เข้าเต็มๆ

นักบินและผู้ช่วยนักบิน ดีดตัวออกได้ทัน แต่ด้วยแรง "จี" ทำให้สลบไปทันที มารู้สึกตัวอีกครั้ง ตอนถูกจับขังไว้
แล้ว
แต่จากคำบอกเล่า ทางลาวปฏิบัติต่อเชลยทั้งสองเป็นอย่างดี

นักบินเอฟ 5 คนที่ถูกยิงตกและจับได้นี้ ภายหลังได้ไปเป็นผู้บัญชาการฝูงบินที่เชียงใหม่
ทหารไทยพยายามที่จะหาทางข